วันอาทิตย์นี้แฟรงค์ แลมพาร์ดต้องสั่งให้ลูกทีมจับตาศูนย์หน้าของลิเวอร์พูล ผู้เคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของแลมพ์ในตอนที่เล่นให้เชลซีด้วยกันก่อนหน้านี้แน่นอน

แลมพาร์ดและซาลาห์เคยทำงานร่วมกันอยู่ครึ่งฤดูกาลที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังแข้งอียิปต์เข้าร่วมทีมในเดือนมกราคม 2014 แลมพาร์ดย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์หลังจากนั้น และซาลาห์ก็ถูกยืมไปเล่นที่อิตาลีในช่วงกลางฤดูกาลต่อมาก่อนจะย้ายไปเต็มตัว เขาอายุ 22 ปีในตอนที่เล่นให้เชลซีเกมที่ 19 งซึ่งเป็นเกมสุดท้ายของเขากับเชลซี

หลังซาลาห์กลับมาอังกฤษและระเบิดฟอร์มกลายเป็นดาวเตะระดับโลก และขณะที่แลมพาร์ดกลายมามีชื่อเสียงจากการมอบโอกาสให้นักเตะรุ่นเยาว์ที่สมควรได้รับ แลมพ์ตอบคำถามที่ว่าซาลาห์จะมีอนาคตที่ดีกับเชลซีมั้ย หากเขายังอยู่กับทีม

“ยากที่จะตอบนะ เพราะคุณไม่มีทางเปรียบเทียบนักเตะจากยุคสมัยที่แตกต่างกันได้เลย” แลมพาร์ดกล่าว “มันยากเพราะทุกคนมีเส้นทางของตัวเองอยู่”

“โชคร้ายที่โมไปได้ไม่ไกลนักกับที่นี่ แต่ต้องยกเครดิตให้เขานะ เขาไปเล่นที่อิตาลีแล้วกลับมากลายเป็นซูเปอร์สตาร์เลย นั่นคือเส้นทางที่ยากจะเปรียบเทียบกับเส้นทางอื่นที่มีสถานการณ์แตกต่างกัน”

“แน่นอนว่าเขามีพรสวรรค์ แต่ตอนนั้นเรามีตัวเลือกในแนวรุกมากเกินไป เขาไม่ได้โอกาสในการลงสนามมากนัก การได้กลายมาเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่กับลิเวอร์พูลต้องยกเครดิตให้โมด้วยจริงๆ”

“การย้ายจากสโมสรอย่างเชลซีไปมันไม่ง่าย เพราะหลายคนจะมองว่าคุณทำได้ไม่ดีกับที่นี่ แต่การออกไปแล้วพิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นดาวเด่นได้นั้นต้องยกเครดิตทุกอย่างให้ตัวโมเองจริงๆ”

เมื่อถูกถามว่าสภาพแวดล้อมในปัจจุบันดีขึ้นสำหรับดาวรุ่งในการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายโดยไม่ต้องออกจากทีมเชลซีแล้วหรือยัง แลมพาร์ดกล่าวว่า

“สิ่งที่ผมทำได้คือทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ผมพยายามทำทุกอย่างให้พร้อมสำหรับการพัฒนานักเตะทุกคน ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา”

ซาลาห์และซาดิโอ มาเน่เป็นประเด็นพูดคุยกันมากมายในวงการ หลังเหตุการณ์ไม่พอใจกันในเกมที่พบเบิร์นลี่ย์ เป็นเหตุการณ์ที่แลมพาร์ดเคยพบเจอมาแล้วเช่นกันในตอนเล่นให้เชลซี

“ทั้งคู่อยู่ในจุดที่ถูก” แลมพ์กล่าว

“ทั้งคู่เป็นนักเตะที่รักการแข่งขัน ผมเคยเล่นกับนักเตะที่ต้องการบอลอยู่ตลอดในเวลาที่ยิงหรืออะไรก็ตาม ผมต้องการให้ทุกคนจ่ายบอลมาให้ผมเวลาที่พวกเขาจะยิง นี่แหละฟุตบอลระดับอาชีพ ตราบใดที่มันไม่ล้ำเส้นเกินไป"

“ทั้งคู่ต้องการทำประตู อยากจะเป็นผู้กำชัยชนะ นั่นแหละคือคำตอบ หากทั้งคู่เล่นได้ไม่ดีพอแล้วเห็นอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น ผู้จัดการก็คงต้องมีคำถามกับทั้งสองคนมากกว่านี้ แต่ทั้งสองคนทำได้ดีกันมากและผมก็ชอบนะ”

จอมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์เป็นนักเตะที่แลมพ์เคยมีประเด็นกันมาก่อนในปี 2002

“ผมจำได้ว่าอยู่ในห้องแต่งตัวกับเขาหลังจากที่ผมยิงเซาท์แฮมป์ตันได้ เขามาบ่นว่าทำไมไม่จ่ายให้เขา เขาบอกว่านายยิงไปแล้ว นายยังพยายามจะยิงอีก ไม่จ่ายมาให้ฉันเลย – นั่นคือคำพูดจากชายที่ยิงมากกว่า 20 ครั้งในแต่ละเกม!”

“แต่นั่นแหละจิมมี่ กองหน้ามักจะมีบุคลิกที่แตกต่าง มีความเห็นแก่ตัวอยู่ลึกๆ ผมเองก็มีในตำแหน่งกองกลาง ผมอยากมีผลงานส่วนตัวที่ดีและอยากเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ชนะ คุณไม่สามารถเห็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบในทีมได้ตลอดเวลาหรอกครับ”

“จิมมี่น่าจะเมินผมไปสองวันเลยนะ” แลมพ์เล่า “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ผมจำได้ หากคุณโตขึ้นเรื่อยๆ คุณจะนับถือที่เขาเป็นแบบนั้น"