หลังจากได้เห็นลูกทีมกุมความได้เปรียบเหนือทัพไก่เดือยทอง, แฟรงค์ แลมพาร์ดได้อธิบายถึงการตัดสินใจที่สลับไปใช้แผงหลังสาม ที่นำมาซึ่งผลลัพธ์อันปลื้มปิติ และฉากแห่งรอยยิ้มของเราเมื่อสิ้นเสียงนกหวีด

บอสของเราตัดสินใจที่จะใช้ระบบ 3-4-3 เสียเป็นส่วนใหญ่ในเกมที่เราบุกไปเยือนท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส สเตเดี้ยมเป็นครั้งแรก พร้อมเก็บชัยชนะกลับมาได้ 2-0 จะเห็นได้ชัดว่าเดอะ บลูส์คุมเกมเหนือยอดทีมจากนอร์ธ ลอนดอนไว้ได้ทั้งหมด และเป็นฝ่ายคู่ควรที่จะคว้าแต้มกลับบ้านหลังกุมความได้เปรียบจากประตูของวิลเลี่ยนในช่วงครึ่งแรก

นี่ไม่ใช่หนแรกของซีซั่นนี้ที่แลมพาร์ดจัดทีมลงด้วยแผงแบ็คทรี และจากฟอร์มที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ มันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน โดยโฆเซ่ มูรินโญ่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมบอกว่า แลมพาร์ดนั้นได้ทำการยึดนำเอาระบบที่เคยประสบความสำเร็จของอันโตนิโอ คอนเต้ ในอดีตมาใช้ ก่อนแลมพาร์ดจะออกมาปฎิเสธ ไม่เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นดังกล่าว อีกทั้งยังชี้ว่านักเตะของเขาหลายๆคนนั้นไม่ทันเล่นในช่วงนั้นเลยด้วยซ้ำ

“วิธีการเล่นของเราและสารที่ผมส่งให้ผมเขามันต่างกันเลย” แลมพาร์ดกล่าว

“มันมีอะไรมากกว่านั้น, การเล่นของเราจะกลายระบบที่จะช่วยให้เราแข็งแกร่งทั้งเกมรับและรุกตอนที่เจอกับสเปอร์สได้หรือเปล่า? มันเป็นการตัดสินใจของผมที่จะเลือกเล่นแบบไหน , ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่านักเตะเข้าใจมันหรือไม่ นักเตะนำแผนของผมไปใช้งานต่อได้เป็นอย่างดีอย่างที่เราทุกคนได้เห็นนั่นแหละ”

“จากการได้ดูท็อตแน่ม พวกเขามีการเล่นที่ดีมากๆ พวกเขามีผู้เล่นหลายคนที่จะค่อยวิ่งสอดขึ้นมาป่วนและสร้างปัญหาอย่าง ซน,เคน,อัลลี่,และมูร่า การที่เรามีเซ็นเตอร์แบ็คเพิ่มขึ้นมาอีกคนจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการป้องกันเรื่องนี้ โดยเฉพาะเซ็นเตอร์แบ็คอันแข็งแกร่งที่เรามี พวกเขาเจาะเราไม่เข้าเลยนะวันนี้”

“แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในความคิดผมคือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกมรุกในแง่ของการคุมเกมและครองบอลต่างหาก วันนี้ท็อตแน่มมีเกมรับที่ค่อนข้างรัดกุมและกำชับ เราจึงจำเป็นที่ต้องอาศัยผู้เล่นตัวริมเส้นและวิงแบ็คเข้ามาช่วยตรงนี้”

“ในช่วงหลังมานี้เรายังคงไม่เด็ดขาดพอ และนั่นทำให้เราเลือกดันเมสัน เมาท์และวิลเลี่ยนเขยิบเข้าไปข้างในหน่อยเพื่อหนุนหลังอับราฮัม เรามีองค์ประกอบเรื่องการป้องกันในแบบที่เห็นแล้วว่าดีแค่ไหน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เราจะได้ครองบอลเป็นกอบเป็นกำ ผมพอใจมากๆกับสิ่งที่ออกมาในวันนี้”

หลังจากฉลองอย่างสุดเหวี่ยงต่อหน้าแฟนบอลทีมเยือน, แลมพาร์ดได้เผยความรู้สึกถึงชัยชนะในวันที่เขาเป็นผู้จัดการทีม ว่าบางครั้งอาจจะมีอารมณ์ร่วมกว่าสมัยยังเป็นนักเตะเสียอีก

“เป็นไปได้เลยล่ะ, โดยเฉพาะเมื่อคุณทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ มันไม่ใช่แค่ผมคนเดียว มันรวมถึงสต๊าฟฟ์ทุกคนและความทุ่มเทที่มาจากพวกเขา เราคุยปรึกษากันประจำและมันก็ส่งผลดีไปสู่นักเตะยามลงเล่น”

“เหตุผลที่ควรรู้สึกดีใจ คือการไม่ทำเหมือนว่าเราประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างแล้ว ซึ่งตอนนี้เรายัง เพราะเรายังต้องลงเจอเซาท์แธมป์ตันในอีกไม่กี่วันข้างหน้าและยังต้องกังวลอยู่ว่าเราจะไปอยู่จุดไหนเมื่อถึงเดือนพฤษภาคม แต่สำหรับนักเตะเองก็ควรต้องรู้สึกในแบบที่พวกเขาควรรู้สึกสำหรับฟอร์มอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ และสำหรับแฟนๆที่จะได้เห็นว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้างในวันที่ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน อันนี้แหละคือสิ่งสำคัญ”

“แต่คำถามคือ ต่อจากนี้เราจะรักษาความสม่ำเสมอและเราจะทำแบบนี้ได้อีกครั้งหรือเปล่า?”

ทางด้านมูรินโญ่มองว่าโทนี่ รูดิเกอร์นั้นแสดงอาการจนเกินเหตุในจังหวะปะทะกับซน หากแต่ฝั่งแลมพาร์ดเชื่อว่านั่นไม่ใช่ประเด็น

“มันเป็นใบแดงแน่ล่ะ, ผมไม่ทราบว่าเขามีเหตุผลจำเป็นอะไรที่ถึงต้องทำอะไรแบบนั้น ซนเป็นนักเตะที่ดี และจากภายนอกสนามเขาก็ดูเป็นคนที่ดีมากๆคนหนึ่งเลย แต่บางครั้งในโลกของฟุตบอล เหตุการณ์ที่มาจากสัญชาติญาณก็เกิดขึ้นได้เสมอ, การตอบโต้กลับเล็กๆน้อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่คุณกำลังหัวเสียกับมัน และนั่นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้น”

“ผมจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับวิธีการตอบสนองกลับของรูดิเกอร์หรอกนะ”

แลมพาร์ดยืนยัน ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและมูรินโญ่ยังคงดีไม่เปลี่ยน

“การที่ได้มาวัดฝีมือกับกุนซือที่ผมเคารพรักมากๆในสมัยเป็นนักเตะ, ได้เห็นว่าเขามีส่วนร่วมกับเกมยังไงบ้างและได้เอาชนะ มันคือความรู้สึกที่ดีจริงๆ”

“เขาพูดก่อนเกมจะเริ่มว่าเขารักผมมากแค่ไหน ทั้งๆที่เขาก็อยากเอาชนะผม และนั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะมันคือเหตุผลที่เราทั้งคู่ต่างลงมาสู้กันในเกมนี้”

“คงไม่มีอะไรเปลี่ยนมันได้ ถึงแม้ว่าเราเกิดมีปัญหากันที่ข้างสนามในช่วง 90 นาทีที่ร้อนระอุ, ซึ่งวันนี้เราไม่มีอะไรแบบนั้น, มันก็คงมาเปลี่ยนความสัมพันธ์ของเราไม่ได้อยู่ดี”

นอกจากนี้ แลมพาร์ดยังแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ที่รูดิเกอร์นั้นอ้างว่าโดนเหยียดผิวไว้อีกด้วย

“สิ่งที่ผมรู้คือ โทนี่ รูดิเกอร์เล่าว่าเขาได้ยินเสียงและถ้อยคำในเชิงเหยียดผิว ตอนนี้ผมยังไม่ได้คุยกับเขาเป็นการส่วนตัวนะ เพียงแค่รู้มาจากทีมเท่านั้น”

“แน่นอน ผมจะอยู่ข้างเขาอยู่แล้ว ผมจะหนุนหลังผู้เล่นของผมและผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามทุกคน ถ้ามีอะไรเช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดที่สนามไหนก็ตาม เรื่องนี้ต้องถูกจัดการให้เรียบร้อย และจากการที่ผมยังไม่ทราบรายละเอียดนอกเหนือจากนั้น เราก็คงต้องรอกระบวนการตรวจสอบให้เกิดขึ้นก่อน”