แกรห์ม พอตเตอร์ ได้รับการยืนยันเข้ารับตำแหน่งเฮดโค้ชคนใหม่ของเชลซี และนี่คือรายละเอียดเส้นทางการเข้ามาทำงานของเขา ซึ่งเริ่มจากฟุตบอลระดับนักเรียน ก่อนไปเก็บประสบการณ์ที่สแกนดิเนเวีย และมาถึงสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในที่สุด…

พอตเตอร์ เข้ามารับงานกับเชลซีหลังผ่านช่วงเวลา 3 ปีที่เต็มไปด้วยการทำลายสถิติในตำแหน่งกุนซือทีมไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ซึ่งเขาแสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้จัดการทีมที่เปี่ยมไปด้วยไอเดียใหม่ ๆ เช่นเดียวกับความเชี่ยวชาญในการพัฒนานักเตะสู่จุดพีค นอกจากนี้ยังสร้างทีมด้วยอัตลักษณ์ที่ชัดเจน และความเข้าใจด้านแท็คติกส์อันแข็งแกร่ง จนสามารถต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่ได้อย่างสม่ำเสมอ

ก่อนจับงานคุมทีมที่ดิ เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม พอตเตอร์ ผ่านเส้นทางการทำงานโค้ชที่ไม่ค่อยธรรมดานัก เขาเคยเป็นนักเตะในตำแหน่งแบ็คซ้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเล่นในลีกรองของอังกฤษ ทั้งกับเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้, สโต๊ค ซิตี้ และเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน แต่เขาเคยเล่นในพรีเมียร์ ลีกอยู่หนึ่งซีซั่นกับเซาท์แธมป์ตัน

หลังจากแขวนสตั๊ด พอตเตอร์ ตัดสินใจรับการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมตัวในสายอาชีพโค้ช เขาได้รับปริญญาด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเปิด ก่อนจะเข้าเรียนปริญญาโทด้านความเป็นผู้นำ และความฉลาดทางอารมณ์ที่มหาวิทยาลัยลีดส์ เมโทรโปลิตัน

กับสถาบันหลัง เขาได้รับประสบการณ์งานโค้ชครั้งแรก โดยทำงานร่วมกับฝ่ายมหาวิทยาลัยลีดส์ เมโทรโปลิตัน และมหาวิทยาลัยรวม รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายพัฒนาฟุตบอลของมหาวิทยาลัยฮัลล์ และผู้อำนวยการด้านเทคนิคของทีมหญิงทีมชาติกาน่าในศึกฟุตบอลโลก 2007

เขาเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางเกมระดับอาชีพอย่างจริงจังเมื่อย้ายไปที่สวีเดนช่วงปลายปี 2010 โดยรับงานคุมทีมออสเตอร์ซุนด์ส ในดิวิชั่นระดับที่ 4 ของประเทศ ก่อนจะปลุกปั้นยกระดับทีมได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนกลายเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของลีกสูงสุด พร้อมคว้าถ้วยรางวัลใบแรกในประเทศ และผ่านเข้ารอบไปเล่นฟุตบอลยุโรป

เรื่องที่น่าทึ่งคือ เขาพาสโมสรเลื่อนชั้นในฐานะทีมแชมป์ในทั้ง 2 ฤดูกาลแรกที่เข้าคุมทีม ก่อนที่จะพาต้นสังกัดไปเล่นลีกสูงสุด และจบอันดับ 2 ในฤดูกาลที่ 3 เมื่อปี 2015

ทีมออสเตอร์ซุนด์สของเขา สามารถต่อกรกับทีมอื่น ๆ ในลีก Allsvenskan ได้ทันที โดยจบโซนบนของตารางคะแนน ระหว่างทั้ง 3 ฤดูกาลในดิวิชั่นแรกภายใต้การคุมทีมของพอตเตอร์ แต่เป็นฤดูกาลรองสุดท้ายของเขา ที่ถือเป็นไฮไลต์ในช่วงเวลาที่สวีเดน เมื่อเขาพาต้นสังกัดคว้าชัยชนะเหนือนอร์เชอปิง ในรายการสวีดิช คัพ รอบชิงชนะเลิศ จนได้ชูถ้วยรางวัลใบแรกและใบเดียวในประวัติศาสตร์ของสโมสร บทบาทของเขาในชัยชนะครั้งนั้น ได้รับการยอมรับด้วยรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของ Allsvenskan เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

พอตเตอร์ ทำลายสถิติมากขึ้นอีกในฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่สวีเดน โดยออสเตอร์ซุนด์ส เอาชนะทีมยุโรปซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกาลาตาซาราย และพีเอโอเค จนผ่านเข้าไปเล่นยูโรป้า ลีก ก่อนจะผ่านจากรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยทีมแกร่งอย่างแอธเลติก บิลเบา และแฮร์ธา เบอร์ลิน สุดท้ายพวกเขาตกรอบด้วยน้ำมือของอาร์เซนอลในการแข่งขันรอบน็อคเอาต์ แต่พอตเตอร์ก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากการคว้าชัยชนะ 2-1 ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในเลกที่สองของการแข่งขัน

จากนั้นเขาได้รับข้อเสนอให้กลับอังกฤษเพื่อเข้าคุมทีมสวอนซี ซิตี้ในฤดูกาล 2018/19 หลังสโมสรตกชั้นจากพรีเมียร์ ลีก ถือเป็นผลงานการกลับบ้านที่น่าประทับใจ โดยเขาเริ่มสร้างทีมสวอนซีที่เน้นดาวรุ่งขึ้นมาใหม่ และได้ลุ้นการผ่านไปเล่นรอบเพลย์ออฟในช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากทำผลงานยอดเยี่ยมในช่วงครึ่งหลังของซีซั่น เช่นเดียวกับการผ่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพ ซึ่งในตอนแรกพวกเขาออกนำแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ก่อนจะพ่ายไปด้วยสกอร์ 3-2

หลังแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถนำวิธีการทำทีมฟุตบอลที่น่าตื่นเต้นและกล้าหาญ จากสวีเดนมาใช้ในอังกฤษ เป็นไบรท์ตันที่เชื่อมั่นในตัวของกุนซือรายนี้ และเสนอโอกาสให้พอตเตอร์เป็นผู้นำของพวกเขาตั้งแต่การออกสตาร์ตพรีเมียร์ ลีก ซีซั่น 2019/20 ในการทำงานที่ชายฝั่งตอนใต้ เขาได้เริ่มภารกิจในการสร้างสรรค์ทีมขึ้นใหม่ ให้มีความกล้าและความทะเยอทะยานที่จะสู้กับคู่ปรับที่โด่งดังกว่าบนลีกสูงสุด และกำหนดสไตล์ของตัวเองมากกว่าแค่การเน้นรักษาสถานะให้อยู่รอดในพรีเมียร์ ลีกเพียงอย่างเดียว

ผลงานของเขากลายเป็นที่ประจักษ์ทันที เมื่อไบรท์ตัน เอาชนะวัตฟอร์ด 3-0 ในการคุมทีมลุยพรีเมียร์ ลีก นัดแรกของพอตเตอร์ เจ้าตัวทำทีมจบฤดูกาลแรกด้วยผลงานอันเป็นสถิติสโมสร จากการคว้า 41 แต้มในลีกสูงสุด ถือเป็นตัวเลขเทียบเท่ากับฤดูกาล 2020/21 ในเวลาเดียวกัน “เดอะ ซีกัลส์” ยุคแกรห์ม ยังได้รับคำชื่นชมว่าเป็นทีมที่เล่นแบบไม่กลัวใคร มีความโดดเด่นในการบุกใส่คู่ต่อสู้ ซึ่งฤดูกาลที่สองที่เจ้าตัวคุมยอดทีมแห่งเอเม็กซ์ สเตเดี้ยม ก็ยังคงทำลายสถิติสโมสรในด้านการทำประตูในพรีเมียร์ ลีก การประตูเสีย ไปจนถึงคลีนชีต

ผลงานที่โดดเด่นยังไม่หมดเพียงเท่านั้น แกรห์มยังคุมทัพนกนางนวลทำลายสถิติของตัวเองลงได้ ด้วยการเก็บไปถึง 51 แต้ม ในตารางพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลที่แล้ว มีส่วนช่วยให้เดอะ ซีกัลส์ จบฤดูกาลด้วยอันดับครึ่งบน ของพรีเมียร์ ลีก เป็นครั้งแรก เท่านั้นยังไม่พอ พอตเตอร์ยังคุมไบรท์ตันทำลายสถิติการคว้าชัยชนะแบบขาดลอยที่สุดในลีกสูงสุด โดยเอาชนะทีมแกร่งอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-0 เมื่อเดือนพฤษภาคม และจากผลการแข่งขันนี้ ได้ปิดโอกาส “ปีศาจแดง” หมดลุ้นทำแต้มเบียดเชลซี ในการแย่งชิงพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปโดยปริยาย

พอตเตอร์ยังคงสานผลงานเด่นร่วมกับไบรท์ตันมาจนช่วงออกสตาร์ตฤดูกาลปัจจุบัน ทีมดังจากเซาท์โคสต์ทำสถิติชนะ 4 นัด และแพ้เพียงแค่นัดเดียว ตลอดการแข่งขันพรีเมียร์ ลีก 6 นัด โดยเกมล่าสุดเพิ่งเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ 5-2 ซึ่งเป็นเกมสุดท้ายที่แกรห์มคุมทัพ ช่วยทีมรั้งอันดับ 4 ในตารางคะแนน ณ ขณะนี้