เราได้พูดคุยกับ ฟริด้า ฟาเกอร์ลุนด์ นักข่าวฟุตบอลชาวสวีเดน เกี่ยวกับช่วงเวลาการคุมทีมออสเตอร์ซุนด์ของแกรห์ม พอตเตอร์ โดยเริ่มจากสโมสรระดับเล็กจิ๋ว ซึ่งก้าวขึ้นสู่ลีกสูงสุด และผ่านไปเล่นฟุตบอลยุโรป ภายใต้การนำของกุนซือชาวอังกฤษ...

'ที่นั่นเหมือนคนละโลกกันเลย ผู้คน ธรรมชาติ คืออากาศหนาวมาก หนาวกว่าที่สต็อคโฮล์มด้วย!'

ฟริด้า ฟาเกอร์ลุนด์ พูดถึงออสเตอร์ซุนด์ เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของสวีเดน ที่นี่อยู่ใกล้กับวงกลมอาร์กติก มากกว่าเมืองหลวงของสวีเดน โดยมีประชากรประมาณ 50,000 คน และให้ความสนใจในกีฬาสกี มากกว่าฟุตบอล

เมื่อปี 2011 ออสเดอร์ซุนด์ส เอฟเอ สโมสรท้องถิ่น ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอล 2-3 ร้อยคน ในการแข่งขันดิวิชั่น 2 ของลีกภูมิภาค ซึ่งเป็นลีกระดับ 4 ในวงการฟุตบอลของประเทศสวีเดน นี่คือฉากการทำงานอันไม่คุ้นเคยสำหรับแกรห์ม พอตเตอร์ ในสายงานบริหารครั้งแรกของเขา แต่ด้วยไอเดียสุดปังที่มีอยู่ในหัวสำหรับกุนซือวัย 35 ปี ณ เวลานั้น ทำให้เขาคว้าโอกาสนี้เอาไว้


5 ฤดูกาล และการเลื่อนชั้น 3 ครั้งผ่านไป ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการตัดสินใจของเขานั้นถูกต้องแล้ว

'ผู้คนเริ่มสงสัยในตัวเขา ตอนที่ออสเดอร์ซุนด์ได้เลื่อนชั้นมาสู่ Allsvenskan [ลีกสูงสุดของสวีเดน]' ฟาเกอร์ลุนด์ ย้อนความ

'แนวทางการเล่นของพอตเตอร์มันแตกต่างออกไป คุณสามารถบอกได้ว่านี่คือทีม ซึ่งแม้จะไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ แต่พวกเขาอยากจะเล่นฟุตบอลแบบที่เหมาะสม พวกเขาไม่ได้ลงไปตั้งรับต่ำหรืออะไรแบบนั้น มันเป็นสิ่งที่เราได้เห็นจากสวอนซี และไบรท์ตัน นับแต่นั้น

'ออสเตอร์ซุนด์ มีความยืดหยุ่นมาก พวกเขาสามารถปรับระบบการยืนในระหว่างเกมได้ ถ้าดูทีมอย่าง AIK ตอนได้แชมป์ลีกเมื่อปี 2018 พวกเขาใช้แผน 3-5-2 ตลอด ไม่มีวิธีการเล่นแบบอื่นเลย

'ออสเตอร์ซุนด์ แตกต่างมาก พวกเขาสามารถเล่นด้วยระบบ 4-3-3, 3-5-2, 4-4-2 พอตเตอร์ จะพิจารณาจากขุมกำลัง พิจารณาว่าคู่แข่งเป็นใคร จากนั้นจึงตัดสินใจว่าเขาจะทำอย่างไร เขาเป็นคนที่ยืดหยุ่นมาก และผมต้องบอกเลยว่าเขาได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการเล่นฟุตบอลในประเทศสวีเดน'


เส้นทางนักข่าวฟุตบอลของฟาเกอร์ลุนด์ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นตอนที่ออสเตอร์ซุนด์ เริ่มสร้างชื่อเสียงใน Allsvenskan ในฐานะนักข่าวอายุน้อย เธอได้รับมอบหมายให้ต้องเดินทางไกลจากสต็อล์คโฮม ไปที่ออสเตอร์ซุนด์ เพื่อทำข่าวการขึ้นสู่จุดสูงสุดของทีมนี้

'มันเป็นเรื่องราวแปลก ๆ นะ นักเตะและทีมสตาฟฟ์ ทั้งบัลเล่ต์ ทั้งเต้น และร้องเพลงในโรงละคร เพื่อหล่อหลอมความสัมพันธ์ให้สนิทกันมากขึ้น และสร้างทีมเวิร์คขึ้นมา นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการชื่นชมจากแฟนฟุตบอลทั่วไปในสวีเดนเท่าไร แต่ออสเตอร์ซุนด์ ทำตามแนวทางของพวกเขามาตลอดจริง ๆ

'คนในพื้นที่ชอบกันมาก ถ้าพวกเขาทำแบบนั้นทางตอนใต้ ฉันว่าผู้คนคงไม่ค่อยชอบกันเท่าไร! มันช่วยได้ที่ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ แม้กระทั่งแฟนบอลก็ปฏิบัติตัวแตกต่างจากแฟนบอลทีมอื่น ๆ พวกเขาให้กำลังใจและแคร์กันมากกว่า คือมันเหมือนจะเป็นลัทธิเลยละ!

'การคว้าแชมป์สวีดิช คัพ ในปี 2017 ถือเป็นกุญแจสำคัญเลย นั่นหมายความว่าพวกเขาผ่านไปเล่นยูโรป้า ลีก ซึ่งไม่มีใครคิดว่าจะเป็นไปได้ พวกเขาเอาชนะทีมใหญ่ ๆ และนั่นคือตอนที่เรื่องราวของออสเตอร์ซุนด์ กลายเป็นที่รู้จักจริง ๆ'

ฟาเกอร์ลุนด์ ได้ไปชมเกมติดขอบสนาม พวกเขาสร้างเซอไพรส์ในการเจอกับกาลาตาซาราย ในรอบคัดเลือก รอบ 2 โดยเปิดบ้านเอาชนะ 2-0 และบุกไปเสมอ 1-1 ก่อนที่จะกรุยทางผ่านโฟล่า เอสค์ ของลักเซมเบิร์ก และเหลือแค่พีเอโอเค ที่ยืนขวางออสเตอร์ซุนด์ กับรอบแบ่งกลุ่ม


พวกเขาปราชัย 3-1 ในประเทศกรีซ ซึ่งบรรยากาศการเชียร์เป็นไปอย่างดุดันและไม่เป็นมิตร ตามการบอกเล่าของฟาเกอร์ลุนด์ แต่พอตเตอร์ ไม่ได้ตื่นตระหนกก่อนเกมนัดรีเทิร์น

'เขานิ่งมาก' เธอกล่าว 'เขาดูไม่ตระหนกเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเป็นเหมือนกับวันนี้ในงานแถลงข่าวเลยค่ะ เขาไม่เคยตื่นตูม

'แนวทางการปฏิบัติตัวของเขา มันช่วยให้นักเตะนิ่งไปด้วย พวกเขาตระหนักว่าถ้าโฟกัสกับตัวเอง ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี มันเป็นเส้นทางการผจญภัยที่น่าทึ่งมาก ซึ่งเปี่ยมไปด้วยเกมการแข่งขันที่สุดยอด'

ออสเตอร์ซุนด์ เอาชนะพีเอโอเค 2-0 ในบ้านซึ่งเป็นสนามที่เป็นหญ้าเทียม ซามาน กอดโดส ดาวเตะที่ตอนนี้อยู่กับเบรนต์ฟอร์ด เหมา 2 ประตูในช่วง 20 นาทีสุดท้าย และทางออสเตอร์ซุนด์ ก็ต่อยอดไปทำผลงานโดดเด่นในรอบแบ่งกลุ่ม โดยพ่ายแพ้แค่นัดเดียว ซึ่งพลาดตำแหน่งแชมป์กลุ่มให้กับแอธเลติก บิลเบา ด้วยสถิติแบบเฮดทูเฮด ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย อาร์เซนอลเขี่ยพวกเขาตกรอบ แต่ออสเตอร์ซุนด์ ก็บุกคว้าชัยชนะได้ถึงถิ่นเอมิเรตส์


'เขาไม่ได้มีขุมกำลังขนาดใหญ่ตอนที่ทำได้' ฟาเกอร์ลุนด์ กล่าว

'ไม่กี่วันหลังลงเล่นกับกาลาตาซาราย พวกเขาต้องเตะกับเยอร์การ์เด้น หนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของสวีเดน เขาเปลี่ยนแทบจะทั้ง 11 ตัวจริงเพื่อพักนักเตะเอาไว้สำหรับเกมนัดที่ 2 ซึ่งออสเตอร์ซุนด์ ก็ยังเอาชนะได้ 2-1

'ทุกคนต่างทึ่งแต่ไม่ได้เซอไพรส์ เขาทำได้ดีมากในเรื่องการสร้างมาตรฐานให้กับทั้งทีม ไม่สำคัญเลยว่าพวกเขาจะมีคุณภาพแบบไหน ตราบใดที่ทำงานได้ พวกเขาก็เก็บผลการแข่งขันได้ เขาระบุตัวนักเตะคนอื่น ๆ ที่สามารถทำหน้าที่ได้ เขาเก็บเรื่องรายละเอียดของงานได้ดีมากแบบนั้นเลยละค่ะ

'นักเตะส่วนใหญ่ที่เขามีไว้ใช้งาน เป็นพวกผู้เล่นที่โดนปฏิเสธ' ฟาเกอร์ลุนด์ ว่าต่อ

'ลองดูกอดโกสเป็นตัวอย่าง เขาโดนเทรลเยบอร์ก ซึ่งเป็นทีมที่ฉันเชียร์ปฏิเสธ ทีมนั้นลงเล่นในลีกรอง เขาต้องไปทำงานเป็นเซลขายโทรศัพท์ ก่อนที่จะได้รับสัญญากับออสเตอร์ซุนด์ ตอนเล่นให้พอตเตอร์คือเขาเฉิดฉายมาก และกลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ Allsvenkan'

ปัจจุบันฟาเกอร์ลุนด์ คว้าโอกาสที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในการทำงาน ซึ่งครอบคลุมไปถึงการทำงานที่เกี่ยวข้องกับพรีเมียร์ ลีก ในรายการโทรทัศน์ที่สวีเดน รวมถึงหนังสือพิมพ์ชั้นนำแดนไวกิ้ง อย่าง Sportbladet

'เขาอ่านทางคนเก่งมาก เขาเข้าใจผู้คนได้ดีเลย นักเตะที่ได้ร่วมงานกับเขาก็รู้ว่าเขาคือของจริง ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมา เป็นคนที่จริงใจ เก่งเรื่องการจัดการนักเตะ ไม่เว้นแม้แต่คนไม่ค่อยจะพอใจที่ได้โอกาสลงสนามน้อย

'ฉันดูเกมสุดท้ายที่เขาคุมออสเตอร์ซุนด์ ก่อนจะย้ายไปคุมสวอนซี นักเตะรู้สึกอารมณ์ดิ่งไปเหมือนกัน พวกเขามองว่ามันจบแล้ว ไม่มีใครมาแทนที่ของแกรห์ม พอตเตอร์ ได้ เขามีส่วนสำคัญกับความสำเร็จของทุก ๆ คน

'เขาเป็นที่ชื่นชอบมาก ๆ เป็นคนใจดีมาก คอยพบปะผู้คน แท็คติกส์ของพอตเตอร์ดูมีระดับ ไปจนถึงแนวทางที่เขาปฏิบัติต่อผู้เล่น วิธีปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นเหตุผลที่นักเตะทุกคนพร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของเขาเป็นอย่างดีเลย

'เขามีคู่มือทั้งหมด ไม่มีใครเหมือนแกรห์ม นี่เป็นตัวตนของเขา เขามีแนวทางของตัวเอง เห็นได้จากทุก ๆ ความเคลื่อนไหวของเขา ที่ทำเพื่อออสเตอร์ซุนด์ เขาน่าทึ่งมาก'

ความก้าวหน้าของพอตเตอร์ ตลอดช่วงเวลา 7 ปีในสวีเดน ได้รับการบันทึกไว้อย่างดีจนถึงที่อังกฤษ สวีเดนเปรียบเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของเขา รวมถึงครอบครัว ฟาเกอร์ลุนด์เผยว่าความก้าวหน้าของพอตเตอร์ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการลูกหนังสวีดิช เป็นความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับอดีตผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ รอย ฮอดจ์สัน ที่เคยเข้ามาสร้างชื่อของตัวเองกับการคุมสโมสรบนดินแดนสแกนดิเนเวีย

ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร จากกรุงสต็อคโฮล์ม และกว่าล้านไมล์ จากสแตมฟอร์ด บริดจ์ แฟน ๆ ที่ออสเตอร์ซุนด์ เอฟเค จะคอยจับตาดูผลงานของอดีตกุนซือที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา ในการก้าวคุมทีมเชลซี ว่าเป็นอย่างไร ชนิดที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร