รอสส์ บาร์คลี่ย์มีส่วนกับสามประตูในเกมของอังกฤษที่โซเฟีย ขณะที่โอลิวิเยร์ ชิรูด์ลงเป็นตัวสำรอง ทำประตูและช่วยให้ฝรั่งเศสเก็บหนึ่งแต้มได้ในเกมที่ขยับเข้ารอบสุดท้ายของยูโร 2020 มากขึ้น

แกเร็ธ เซาท์เกตเปลี่ยนผู้เล่นห้าคนจากเกมที่แพ้สาธารณรัฐเช็กมาเมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นการแพ้ในรอบคัดเลือกครั้งแรกของทีมในรอบ 10 ปี และบาร์คลี่ย์ได้เป็นหนึ่งในตัวจริงในเกมเยือนบัลแกเรีย เมสัน เมาท์เป็นตัวสำรองเช่นเดียวกับฟิกาโย โทโมรี และแทมมี่ อับราฮัม

ทีมเยือนทำประตูนำได้ในนาทีที่ 7 บาร์คลี่ย์เป็นผู้ทำแอสซิสต์ให้มาร์คัส แรชฟอร์ดจบสกอร์จากมุมแคบเข้าประตูไป

บาร์คลี่ย์สวมเสื้อหมายเลข 10 ให้ทีมชาติ ทำอสงประตูได้ในช่วงเวลา 12 นาทีก่อนครบ 30 นาทีแรกของเกม ประตูแรกเป็นการยิงแบบเรียบๆ เข้าไปจากจังหวะที่ราฮีม สเตอร์ลิ่งและแฮร์รี่ เคนปั้นเกมกันขึ้นมา

ประตูที่สองได้มาจากจังหวะที่เคนโยนยาวจากฝั่งขวามาให้เขาโหม่งเข้าประตูไป ต่อมา สเตอร์ลิ่งยิงเพิ่มเป็น 4-0 ในช่วงทดเวลาครึ่งแรก แต่มีเหตุให้ต้องพักเกมชั่วคราวเนื่องจากแฟนบอลแสดงท่าทีเหยียดผิวใส่นักเตะอังกฤษ

หลังจากนั้นอังกฤษมาได้ประตูที่ห้าจากสเตอร์ลิ่ง และปิดท้ายด้วยประตูของแฮร์รี่ เคนช่วยให้ทีมถล่มบัลแกเรียได้อย่างยิ่งใหญ่ ส่งผลให้ทีมของเซาท์เกตขึ้นเป็นท็อปกลุ่ม A และหากชนะเกมพบมอนเตเนโกรในเดือนหน้าจะเป็นชัยชนะครั้งที่ 1000 ของอังกฤษ และผ่านเข้ารอบสุดท้ายของยูโรได้สำเร็จ

ทางด้านฝรั่งเศสเองก็ขยับเข้าใกล้ยูโรรอบสุดท้ายมากขึ้น เสมอกับตุรกีที่ปารีส 1-1 และทั้งสองทีมยังมีคะแนนเท่ากันอยู่ที่ 19 แต้ม ตุรกีได้อยู่อันดับท็อปกลุ่มจากสถิติที่ดีกว่า และมีเกมเหลืออีกสองนัด

ชิรูด์เป็นตัวสำรองร่วมกับเคิร์ท ซูม่า และเอ็นโกโล่ ก็องเต้ และได้ลงเล่นในนาทีที่ 72 ทำประตูได้อย่างรวดเร็วจากลูกโหม่งให้ทีมนำ 1-0

อย่างไรก็ตาม คาน ไอฮานทำประตูตีเสมอได้ในช่วง 6 นาทีต่อมา ทำให้ตุรกียังคงมีลุ้นอยู่ในกลุ่ม H ไอซ์แลนด์เองก็ยังมีหวังที่จะจบอันดับท็อปทูของกลุ่มเมื่อมีแต้มตามจ่าฝูง 4 แต้ม

ผลการแข่งที่ผ่านมาหมายความว่ามีเพียงเบลเยี่ยม, อิตาลี, รัสเซีย, โปแลนด์ และยูเครน ที่การันตีการผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้เรียบร้อยแล้ว โดยจะแข่งรอบสุดท้ายในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า จัดแข่งที่ 12 เมือง ใน 12 ประเทศ