แฟรงค์ แลมพาร์ดรู้เรื่องการแข่งขันระหว่างเชลซีและลิเวอร์พูลในยุคใหม่แบบนี้ดี และอยากให้ลูกทีมเข้าใจถึงความหลงใหลที่แฟนบอลมีกับเกมนี้เช่นกัน

เราจะเปิดบ้านเจอกับหงส์แดงในพรีเมียร์ลีกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ จากการแข่งขันที่พบกันมาแล้วหลายครั้งของทั้งสองทีมในอดีต ทำให้มั่นใจได้เลยว่าทั้งสองฝั่งเป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันมานาน และแลมพาร์ดเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์มาร่วมกับทีม

ในวันนี้กุนซือของเรายังคงรู้สึกถึงความหลงใหลที่พรั่งพรูมาในเกมนี้ และรู้ว่าแม้ทั้งสองทีมจะเปลี่ยนแปลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เกมนี้ก็ยังคงมีความหมายสำหรับแฟนบอลอยู่เสมอ

“เราเป็นคู่แข่งตลอดกาล” แลมพ์อธิบาย “ในช่วงเวลาหนึ่งเราเคยเป็นทีมที่แข็งแกร่งกว่าในลีกและเรารู้ว่าพวกเขาทำได้ดีในเกมบอลถ้วย เราแข่งกันมาตลอด บางครั้งเราชนะ บางครั้งเราแพ้ เวลามันเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แต่มันไม่เปลี่ยนความรู้สึกของผมและแฟนบอลแน่นอน และผมคิดว่าลูกทีมทุกคนต้องรู้สึกแบบนี้”

“นี่คือเกมที่มีความหลงใหลเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างแรกที่ผมอยากบอกกับลูกทีมเลยคือจงรู้สึกและรับรู้ความยิ่งใหญ่ของเกมนี้ให้ได้”

ทว่าแลมพาร์ดเองก็รู้ถึงความหลงใหลที่สูง โอกาสที่จะมีความผิดพลาดก็เพิ่มขึ้น หลังแพ้ในแชมป์เปี้ยนส์ ลีกช่วงกลางสัปดาห์มา แลมพ์ไม่อยากที่จะให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอีกครั้งที่เดอะบริดจ์วันนี้

“ประเด็นสำคัญคือเรามีสมาธิและมุ่งมั่นมากแค่ไหน” แลมพ์กล่าว “เราต้องเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา บาเลนเซียสอนเราในเกมล่าสุด เมื่อมีช่วงเวลาที่เราประมาทมันก็ทำให้เราต้องชดใช้ นั่นคือบทเรียนที่สำคัญ ซึ่งลิเวอร์พูลเองก็สามารถสร้างความเสียหายให้คุณได้ในช่วงเวลาแบบนั้น”

แลมพาร์ดมองว่าเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์นี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับแทมมี่ อับราฮัมที่จะแสดงให้เห็นศักยภาพในตัวอีกครั้ง

หัวหอกหนุ่มได้เปิดตัวในพรีเมียร์ลีกด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในช่วงต้นฤดูกาล และกุนซือของเราคิดว่าการแสดงศักยภาพในเกมพบหนึ่งในทีมที่ดีที่สุด, แนวรับชั้นยอดของโลก จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขาให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับกองหน้าระดับท็อปที่จะถูกตัดสินด้วยจำนวนการทำประตู และต่อมาจะวัดกันด้วยการทำประตูในเกมพบทีมใหญ่ ผมเข้าใจดี เพราะนักเตะอย่างเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และแนวรับของลิเวอร์พูลทำให้การสร้างโอกาสเป็นเรื่องยากขึ้น”

“เขาแสดงให้เห็นสัญญาณที่ดีในฤดูกาลนี้ แต่นี่จะเป็นบททดสอบอีกครั้งสำหรับเขา มันไม่ใช่จุดจบหรืออะไรนะ เราไม่ได้จะตัดสินทุกอย่างจากเกมนี้ แต่สำหรับหัวหอกรุ่นใหญ่อย่างดร็อกบา เราจำได้เลยว่าเขาทำประตูในเกมสำคัญได้มากมาย ผมคิดว่ามันถูกแล้วที่นักเตะจะถูกตัดสินจากเกมแบบนี้”

อ่าน - แฟรงค์ แลมพาร์ด : ที่นี่ยังมีดาวรุ่งอีกมาก