สิงห์บลูส์ผ่านเข้ารอบที่สี่ของเอฟเอ คัพ ได้สำเร็จติดต่อกันเป็นฤดูกาลที่ 22 แล้ว

ประตูช่วงครึ่งแรกของคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และรอสส์ บาร์คลี่ย์ ส่งเชลซีผ่านเข้ารอบได้ โดยฮัดสัน-โอดอยยังเป็นผู้ทำแอสซิสต์ประตูที่สอง และยังสร้างโอกาสได้หลายครั้งในเกมนี้

เกมเอฟเอ คัพนัดแรกของยุค 2020s เป็นโอกาสดีที่จะฉลองครบรอบ 50 ปีหลังจากที่เชลซีคว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นครั้งแรกด้วยการสวมเสื้อย้อนยุค 1970 สุดพิเศษ อดีตขุนพลในยุคนั้นน่าจะดีใจที่ได้เห็นแบบเสื้อที่คุ้นเคยกลับมามีชีวิตอีกครั้งในสนามแข่ง

เกมนี้เป็นเกมที่สี่ที่ทีมจากพรีเมียร์ลีกเจอกับทีมจากแชมป์เปี้ยนชิพ ทั้งเชลซีและฟอเรสต์เปลี่ยนผู้เล่น 9 คนจากเกมวันปีใหม่ที่ผ่านมา

ครึ่งแรก

นาที 6 – คัลลัม ฮัดสัน-โอดอยตัดเข้ากลางแล้วยิงผ่านจอร์แดน สมิธเข้าไปไม่มีเหลือ เชลซีนำก่อน 1-0นาที 23 – ฟอเรสต์เกือบได้จุดโทษ แต่หลังเช็คกับ VAR แล้วกลายเป็นล้ำหน้าไปก่อนหน้านั้นนาที 28 – รีซ เจมส์โยนยาวเข้าไปให้บัตชูอายี่โขก แต่บอลเหินข้ามคาน

นาที 33 – ฮัดสัน-โอดอยยิงไปติดเซฟของสมิธ แต่บอลไม่ตาย ไปเข้าทางให้รอสส์ บาร์คลี่ย์กดซ้ำเข้าไปเป็นประตู เชลซีทิ้งห่าง 2-0

จบครึ่งแรกเชลซีนำก่อนสองประตู

ครึ่งหลัง

นาที 58 – บาร์คลี่ย์ได้โอกาสโหม่งบอล แต่สมิธปัดออกไปได้นาที 65 – รีซ เจมส์โดนใบเหลืองจากจังหวะทำฟาวล์ริเบโร่นาที 70 – เชลซีส่งทาริค แลมพ์ตีย์ลงมาแทนเปโดร

นาที 79 – เชลซียังคงไล่ล่าประตูเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แต่ยังหาจังหวะเด็ดๆ เข้าทำไม่ได้

จบเกมเชลซีคว้าชัยและผ่านเข้ารอบที่สี่ของเอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ

การจับฉลากรอบที่สี่จะจับในคืนวันจันทร์นี้ เวลา 02.35 น.

เชลซี (4-3-3) : กาบาเยโร่, เจมส์, คริสเตนเซ่น, โทโมรี, เอเมอร์สัน, บาร์คลี่ย์, จอร์จินโญ่ (c), โควาซิช (เมาท์ น.69), ฮัดสัน-โอดอย, บัตชูอายี่, เปโดร (แลมพ์ตีย์ น.75)สำรองไม่ได้ลงสนาม : คัมมิ่ง, อัซปิลิเกวต้า, รูดิเกอร์, วิลเลี่ยน, ชิรูด์ผู้ทำประตู : ฮัดสัน-โอดอย น.6, บาร์คลี่ย์ น.32ใบเหลือง : เจมส์ น.65

ฟอเรสต์ (4-3-3) : สมิธ, เจนกินสัน, ดอว์สัน (c), ฟิเกวเรโด้ (เลนาลูน พักครึ่ง), ริเบโร่, เยตส์, คาร์วัลโญ่, เซเมโด้ (ฟอร์นาห์ น.69), อโดม่าห์, ไมท์ตั้น, จอห์นสัน (เอน-เนยาห์ น.81)สำรองไม่ได้ลงสนาม : เชลวีย์, โซล, เฮเฟเล่, กาเบรียลใบเหลือง : เยตส์ น.77

ผู้เข้าชมในสนาม : 40,492กรรมการ : ปีเตอร์ แบงค์