การแข่งขันเกมเหย้านัดที่ 3 ติดต่อกันของเชลซี จะพบกับเบิร์นลี่ย์ ซึ่งเป็นการคุมทีมนัดที่ 2 ของ โธมัส ทูเคิ่ล ริค แกลนวิลล์ และ พอล ดัตตัน นักประวัติศาสตร์กับนักสถิติของสโมสร มีเรื่องราวน่ารู้มาให้ทุกคนได้อ่านกันเช่นเคย...

การแข่งขันนัดนี้ไฮไลต์หลักอยู่ที่ ฌอน ไดช์ กุนซือผู้ที่คุมทีมนานที่สุดในอันดับ 3 ของระบบลีกอังกฤษ จะพบกับ โธมัส ทูเคิ่ล นายใหญ่คนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานของพวกเรา

การครองบอลที่เหนือกว่าในเกมกับวูล์ฟส์เมื่อวันพุธ ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ โธมัส ทูเคิ่ล เริ่มต้นด้วยการเก็บชัยชนะ แต่กุนซือชาวบาวาเรีย มีเวลามากกว่าเดิมในการถ่ายทอดปรัชญาของเขาให้กับทีมสำหรับแมตช์ที่ 2 ที่เดอะ บริดจ์ 'หากเราทำผลงานได้แบบนี้' เขากล่าว 'ผลการแข่งขันจะตามมาแน่'

แมตช์นี้ถือเป็นทริปการเดินทางสู่ลอนดอนตะวันตกหนที่ 2 ในรอบ 8 วันสำหรับเบิร์นลี่ย์ ในขณะที่เชลซีเปิดบ้านเอาชนะลูตันจากการแข่งขันเอฟเอ คัพ เดอะ คลาเร็ตส์ บุกไปเยือนสนามคราเวน ค็อตเทจและเอาชนะฟูแล่ม นอกจากนี้พวกเขายังคว้าชัย 3 จาก 4 เกมลีกหลังสุดที่บุกมาเล่นในเมืองหลวงด้วย

สิงห์บลูส์ มีโอกาสเก็บชัยชนะเป็นนัดที่ 4 ติดต่อกันเหนือเบิร์นลี่ย์ และเราไม่แพ้ให้พวกเขามา 6 เกมติดแล้ว ความแตกต่างที่โดดเด่นของทั้งสองทีมคือเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ลูกทีมของ โธมัส ครองบอลมากที่สุดและจ่ายบอลแม่นยำที่สุดเทียบกับทีมทุกชุดของเชลซีในพรีเมียร์ ลีก ขณะที่ เบิร์นลี่ย์ ในซีซั่นนี้ จ่ายบอลสำเร็จน้อยที่สุดและครองบอลน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของลีก

ข่าวทีมเชลซี

จากการคุมทีมข้างสนามนัดแรกของ โธมัส ทูเคิ่ล เราได้เห็นแพสชั่นที่เขาคอยสั่งการลูกทีมจากบริเวณริมเส้น นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้แสดงให้เห็นถึงการจัดการความซับซ้อนทั้งด้านเทคนิคและอารมณ์ในบทบาทใหม่ เขาเรียกร้องพลังงาน, ประสิทธิภาพและความสำเร็จจากนักเตะอยู่ตลอดเวลา

แผนที่เดอะ บลูส์ใช้เมื่อวันพุธคือกองหลัง 3 คน วิงแบ็คยืนอยู่ 2 ฝั่ง แล้วมีมิดฟิลด์ตัวกลางอีก 2 คน ในแดนหน้าเป็นกองหน้าตัวเป้าหนึ่งราย และมีตัวรุกคอยทำเกมทางซ้ายและขวาอีกฝั่งละคน

นักเตะวิงแบ็คของพวกเราได้บอลเยอะมากซึ่ง คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ลงทำหน้าที่ในบทบาทใหม่นี้ได้อย่างไร้ที่ติ หลังจากช่วง 30 นาทีแรกที่เข้มข้นโดยฝั่งเราเก็บบอลและแย่งคืนมาได้จากแดนของคู่แข่ง แต่การสร้างโอกาสเน้น ๆ นั้นไม่เกิดขึ้นมากนัก

สิงห์บลูส์ครองบอล 79% และผ่านบอลรวม 832 ครั้ง ถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดที่พวกเราเคยทำได้ในลีกสูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่น 2003/04

เฮดโค้ชของเรายอมรับว่าการจัดทีมที่เน้นนักเตะมากประสบการณ์ลงสนาม ถือเป็นเรื่องที่อาจจะใจร้ายกับนักเตะดาวรุ่งของทีม ด้าน เมสัน เมาท์, แทมมี่ อับราฮัม และ คริสเตียน พูลิซิช ที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ช่วยสร้างโอกาสให้กับทีมได้หลายครั้งช่วงท้ายเกม

ฮัดสัน-โอดอย ที่ได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ เผยว่า ทูเคิ่ล สั่งให้เขาและนักเตะตัวรุกพยายามเล่นเกมรุกแบบไดเร็คต์ ผลักดันคู่แข่งด้วยความเร็ว และจ่ายบอลสุดท้ายในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งในค่ำคืนดังกล่าวไม่มีประตูเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ในฝั่งเกมรับที่ต้องเจอกับวูล์ฟส์ซึ่งมีจุดเด่นด้านการโต้กลับ พวกเราทำได้อย่างยอดเยี่ยมในการหยุดยั้งจังหวะเคาเตอร์แอทแทค ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนทำให้ทีมเสียหายหลายครั้งในฤดูกาลนี้

ทูเคิ่ล ระบุว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กลับมาฟิตอีกครั้ง โดยนักเตะรายนี้เป็นคนที่เขาตามล่าลายเซ็นมาหลายปี เขามองว่ากองกลางดีกรีแชมป์โลกเหมาะที่จะยืนเป็นคู่มิดฟิลด์หมายเลข 6 กับเพื่อนอีกหนึ่งคน และในขณะเดียวกัน เอดู เมนดี้ เก็บคลีนชีตเป็นนัดที่ 8 นั่นทำให้มีเพียงแค่ เอแดร์ซอน ที่มีค่าเฉลี่ยการไม่เสียประตูต่อหนึ่งนัดดีกว่าเขาในฤดูกาลนี้

กุนซือชาวเยอรมันจะมีโอกาสคุมทีมลงซ้อมและติวเข้มเรื่องแท็คติกส์ให้กับนักเตะได้สร้างความคุ้นเคย พร้อมปรับแก้ไขจุดต่าง ๆ ในการเผชิญหน้ากับอีกหนึ่งคู่แข่งที่เน้นเกมรับ

เบิร์นลี่ย์หนีโซนตกชั้น

การจมอยู่ในโซนท้ายตารางของเบิร์นลี่ย์ในช่วงต้นฤดูกาล มีผลกระทบมาจากโปรแกรมแข่งขันนัดเปิดสนามกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ถูกเลื่อนออกไป เพราะฝ่ายหลังต้องลงแข่งขันยูโรป้า ลีกในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

สิ่งต่าง ๆ พัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน โดยเดอะ คลาเร็ตส์ ไต่อันดับจากโซนหนีตกชั้น พร้อมทะยานมาอยู่ในอันดับที่ 15 ด้วยการทำลายสถิติไร้พ่ายในบ้านของลิเวอร์พูลเมื่อสัปดาห์ก่อน

ชัยชนะของพวกเขามาจากจุดโทษของ แอชลี่ย์ บาร์นส์ โดยดาวเตะรายนี้ยิงประตูในเกมเยือนพรีเมียร์ ลีกลูกแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2019 พวกเขาเก็บ 3 แต้มต่อเนื่องด้วยการเอาชนะแอสตัน วิลล่า 3-2 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา และปัจจุบัน คริส วู้ด นำเป็นดาวซัลโวของสโมสร แม้จะยิงไปเพียง 4 ลูกก็ตาม

ลูกโหม่งของ วู้ด ยังคงเป็นการทำประตูแบบนาน ๆ ครั้งจากกองหน้าของเบิร์นลี่ย์ จุดโทษของ บาร์นส์ (เกมกับลิเวอร์พูล) ถือเป็นประตูที่ 2 ในรอบ 24 นัดของเขา ส่วนการแข่งขันกับฟูแล่มในเอฟเอ คัพซึ่ง เจย์ โรดริเกซ ทำประตูก็ถือเป็นลูกแรกของเขาในฤดูกาลนี้

เรารู้กันดีว่าสามารถคาดหวังอะไรได้บ้างยามเผชิญหน้ากับเบิร์นลี่ย์ ศึกพรีเมียร์ ลีกฤดูกาลนี้ ฌอน ไดช์ ใช้นักเตะไปเพียง 21 ราย โดยมีแค่ ดีน สมิธ ของแอสตัน วิลล่าที่ใช้น้อยกว่าอยู่ที่ 20 ราย คู่แข่งของเราในวันอาทิตย์นี้ไม่เน้นการต่อบอลจากแดนหลัง พวกเขาสัมผัสบอลน้อยกว่าสโมสรอื่น ๆ ในลีกสูงสุด และเป็นทีมที่โดนจับล้ำหน้ามากที่สุด

หลายคนพูดเรื่อง 'บอลยาว' กันบ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นลิเวอร์พูลกับเชลซีที่จ่ายบอลในระยะ 30 หลาขึ้นไปมากที่สุด โดยเบิร์นลี่ย์อยู่ในอันดับที่ 5 อย่างไรก็แล้วแต่ การจ่ายบอลสำเร็จของสิงห์บลูส์นั้นอยู่ที่ตัวเลขเกือบ 70% และหงส์แดงก็ตามมาไม่ห่าง แต่เบิร์นลี่ย์มีสถิติจ่ายบอลสำเร็จเพียง 48% เท่านั้น

ลูกทีมของ ไดช์ เข้าสกัดบอลสำเร็จน้อยที่สุด แต่การแย่งบอลคืนมานั้นทำได้ดีกว่าเชลซี โดยมีเพียงแค่ 6 สโมสรที่ทำได้ดีกว่าพวกเขา แมนเชสเตอร์ ซิตี้กับเอฟเวอร์ตัน เป็นแค่ 2 ทีมที่ขึ้นแย่งลูกกลางอากาศได้ดีกว่าเดอะ คลาเร็ตส์

เกมนัดนี้อาจเป็นการฝึกซ้อมที่ดีสำหรับแมตช์ที่เราต้องพบกับแอตเลติโก มาดริด เบิร์นลี่ย์นิยมอัดแนวรับในกรอบเขตโทษ หวังป้องกันไม่ให้คู่แข่งยิงประตูจากนอกกรอบเขตโทษ เพื่อบีบให้ต้องครอสบอลซึ่งพวกเขามั่นใจว่าเอาอยู่

แม้เบิร์นลี่ย์จะถูกพิจารณาว่ามีจุดแข็งในแง่มุมดังกล่าว แต่พวกเขาเปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้ยิงตรงกรอบมากกว่าทีมอื่นยกเว้นเวสต์ บรอม นอกจากนี้พวกเขายังสร้างโอกาสยิงตรงกรอบได้น้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ด้วย

พวกเขาบล็อคลูกยิงที่ตรงกรอบได้มากที่สุด ขณะที่ นิค โป๊บ มีค่าเฉลี่ยการเซฟลูกยิงดีกว่านายด่านทุก ๆ สโมสรยกเว้นของท็อตแน่มกับวิลล่า มีแค่ 5 ทีมที่มีสถิติการเก็บคลีนชีตดีกว่าเขา

ล้มแชมป์เก่า

เบิร์นลี่ย์ บุกไปเก็บ 3 คะแนนจากถิ่นแอนฟิลด์ ซึ่งถือเป็นชัยชนะแค่ครั้งที่ 2 ในเกมเยือนที่พวกเขาเคยทำได้กับทีมแชมป์เก่าของพรีเมียร์ ลีก ชัยชนะนัดแรกเกิดขึ้นที่สแตมฟอร์ด บริดจ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ตอนที่ทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ เพิ่งซิวแชมป์ไปครองในซีซั่นก่อน แต่นัดนั้นถือเป็นแมตช์แรกที่เดอะ คลาเร็ตส์ บุกมาเอาชนะสิงห์บลูส์ได้ถึงถิ่นในรอบครึ่งศตวรรษ