เราต้องรอกันถึงคืนวันอาทิตย์เพื่อที่จะดูเกมลีกสุดสัปดาห์ แต่น่าจะเป็นเกมที่คุ้มค่าแก่การรอคอย ริค แกลนวิลล์ นักประวัติศาสตร์สโมสร และพอล ดัทตั้น นักสถิตสโมสร ร่วมสรุปข้อมูลก่อนเกมเปิดบ้านรับทีมหนึ่งในบิ๊กซิกซ์ฤดูกาลนี้...

สุดสัปดาห์นี้จะเป็นเกมระหว่างทีมอันดับ 6 และทีมจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีก เป็นการพบกันครั้งที่ 61 ของทั้งสองทีมในทุกรายการนับตั้งแต่เมษายน 2000 กลายเป็นทีมที่เจอกันมากที่สุดในศตวรรษที่ 21 ของอังกฤษ

ผ่านมาทศวรรษหนึ่งแล้วที่เกมนี้มักจะเป็นทีมเหย้าที่เป็นตัวเต็ง เชลซีไม่แพ้เลย 8 นัดในช่วง 2010s แต่ชนะแค่ 1 นัดจากทั้งหมด 9 นัดในลีกสูงสุดที่ผ่านมา (เสมอ 5 แพ้ 3)

นี่คือเกมพบกันระหว่างทีมท็อป 6 เป็นครั้งที่ 5 ของฤดูกาล และเป็นครั้งที่สองของทั้งสองทีม (ครั้งที่สามจากทุกรายการ หลังเจอกันในยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ที่โมนาโก)

อย่างไรก็ตาม เชลซีไม่แพ้เกม 6 นัดล่าสุดที่เดอะบริดจ์ ชนะ 4 เสมอ 2 ตั้งแต่ที่แพ้สเปอร์ 1-3 เมื่อเดือนเมษายน 2018 ในตอนที่เล่นให้เชลซี แฟรงค์ แลมพาร์ดชนะ 18 เสมอ 8 และแพ้ 13 เกมที่พบหงส์แดง ยิงไป 7 ประตู

ผลงานของเชลซีในสองช่วงเวลา

ทีมของแลมพาร์ดเป็นหนึ่งในหกทีม (ท็อตแน่ม, แมนฯ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล) ที่มี 8 แต้มเท่ากันบนตาราง แต่หากกรรมการจบเกมแค่ครึ่งแรก เชลซีจะอยู่อันดับสี่ของลีก (ตามหลังลิเวอร์พูลและสองทีมจากแมนเชสเตอร์) ที่ 10 คะแนน รวมผลต่าง +5 ประตู เชลซีอยู่อันดับสองในแชมป์เปี้ยนส์ ลีกกลุ่ม H

สถิติยิงประตูของเชลซีอาจจะสูงสุดเป็นอันดับสองในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แต่ลิเวอร์พูลเพิ่งจะได้คลีนชีทครั้งเดียวเช่นกัน ทีมจากลอนดอนทำประตูไม่ได้ในเกม 20 นัดล่าสุดที่พบทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซต์ แพ้เกมเยือนฤดูกาลที่ผ่านมา 0-2

เมื่อมองในด้านดี มีแค่ลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ยิงประตูได้มากกว่าเรา และมี 13 ทีมที่ยิงได้น้อยกว่า 7 ประตูของแทมมี่ อับราฮัมด้วย

ตั้งแต่ที่ยิงจุดโทษพลาดในเกมซูเปอร์คัพ หัวหอกวัย 21 ปีก็ทำประตูชดเชยในลีกได้หลายประตู เท่ากับจำนวนที่นักเตะลิเวอร์พูลทำได้ทั้งหมด : อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, เฟอร์มิโน่ (2), โอริกิ (1) และโมฮาเม็ด ซาลาห์ (4)