การแย่งชิงความสำเร็จอันยาวนานระหว่างเชลซี และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในรายการเอฟเอ คัพ จะดำเนินต่อไปที่สนามเวมบลีส์ซึ่งไร้คนดูในวันพรุ่งนี้ ริค แกลนวิลล์ กับพอล ดัตตัน นักประวัติศาสตร์ และนักสถิติของสโมสร ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญก่อนเกมมาให้เราได้อ่านกันตามเคย...

สำหรับการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ สองทีมจากลอนดอน จะต้องเผชิญหน้ากับอีกสองทีมจากแมนเชสเตอร์ โดยแมตช์วันเสาร์นี้ มิเกล อาร์เตต้า อดีตมือขวาของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า จะต้องประชันฝีมือกันในเกมระหว่างอาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนศึกใหญ่ของเราในวันพรุ่งนี้จะต้องลงชี้ชะตากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นการพบกันในรายการเอฟเอ คัพ 4 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว

ครั้งล่าสุดที่ 'สิงห์บลูส์' ฟาดแข้งกับ 'ปีศาจแดง' ที่เวมบลีย์คือรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2018 โดยลูกทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ คว้าแชมป์เอฟเอ คัพเป็นสมัยที่ 8 ในแมตช์สุดท้ายที่กุนซือชาวอิตาเลี่ยนคุมทัพ ได้ประตูชัยจากจุดโทษในนาทีที่ 22 ของเอเด็น อาซาร์ (รางวัลดังกล่าวทำให้ เชลซี กลายเป็นสโมสรแรกที่ได้แชมป์บอลถ้วยในประเทศครบทุกรายการ ประกอบด้วย เอฟเอ คัพ, วีเม่นส์ เอฟเอ คัพ และเอฟเอ ยูธ คัพ ในฤดูกาลเดียวกัน)

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โชคเหมือนจะเข้าข้างทีมดังจากฝั่งโอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยพวกเราต้องพยายามหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ 4 นัดติดต่อกันให้พวกเขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011

แฟรงค์ แลมพาร์ด ทำผลงานในการดวลฝีมือกันได้ดีกว่า เป๊บ กวาร์ดิโอล่า, เยอร์เก้น คล็อปป์ และ โชเซ่ มูรินโญ่ (2 ครั้ง) สำหรับฤดูกาลแรกที่เขาเป็นเฮดโค้ช แต่ไม่ใช่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ฤดูกาลที่แล้วตอนที่ ดาร์บี้ บุกไปเขี่ยแมนฯ ยูไนเต็ดตกรอบคาราบาว คัพ มูรินโญ่ ยังคงเป็นหัวเรือใหญ่ในโรงละครแห่งความฝัน

การแข่งขันนัดนี้จะเป็นนัดที่ 4 ซึ่งสิงห์บลูส์ต้องเผชิญหน้ากับลูกทีมของ โซลชาร์ ในฤดูกาล 2019/20 ยูไนเต็ดเอาชนะได้ทั้งเกมเหย้าและเยือนในพรีเมียร์ ลีก และบุกมาเอาชนะพวกเราที่เดอะ บริดจ์ในศึกลีก คัพ

เชลซีมีสถิติที่น่าประทับใจในรายการบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก พวกเราคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด 8 ครั้งในรอบ 50 ปีหลังสุด และเก็บคลีนชีตได้ 7 จาก 9 นัดหลังสุดในรายการเอฟเอ คัพ หากพวกเราผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ก็จะเป็นการลงชิงดำครั้งที่ 14 ของสิงห์บลูส์ในรอบ 50 ปีที่เราได้สัมผัสถ้วยแชมป์ครั้งแรกที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อปี 1970

จำนวนแชมป์เอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ปี 1997

เชลซี 7อาร์เซนอล 7แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2ลิเวอร์พูล 2วีแกน 1พอร์ตสมัธ 1

นับตั้งแต่โรมัน อับราโมวิช เข้าเทคโอเวอร์สโมสรในเดือนกรกฎาคม ปี 2003 คู่แข่งวันอาทิตย์นี้คว้าแชมป์รายการเมเจอร์ (14 ครั้ง) ได้มากกว่าทุก ๆ สโมสรในอังกฤษ ยกเว้นเชลซี (16 ครั้ง)

การเปรียบเทียบและข้อแตกต่าง

ด้วยช่วงเวลาการฟื้นฟูร่างกายที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ฟุตบอลกลับมาแข่งขัน แฟรงค์ แลมพาร์ด ซึ่งเคยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 4 สมัยตอนเป็นนักเตะ สามารถเลือกทีมชุดที่แกร่งที่สุดลงเล่นในวันอาทิตย์นี้ได้

แม้จะพลาดท่าให้แมนฯ ยูไนเต็ดมาแล้ว 3 ครั้งในฤดูกาลนี้แต่ทีมของเขามีโอกาสทำประตูมากกว่า, ครองบอลมากกว่า, เลี้ยงบอลผ่านได้มากกว่า, เข้าสกัดได้มากกว่า, ดักบอลได้มากกว่า, เอาชนะในจังหวะดวลลูกกลางอากาศได้มากกว่า นอกจากนี้ยังเสียฟาวล์ และโดนจดชื่อน้อยกว่าด้วย

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ หมดสิทธิ์ลงสนามจากอาการบาดเจ็บแฮมสตริง โดย แลมพาร์ด ยังต้องรอเช็กอาการนักเตะบางรายก่อนการคิกออฟ

เกมรุกของยูไนเต็ด

ขณะที่เกมรับซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนทำให้พวกเขาร่วงลงไปถึงอันดับ 14 ของตารางมาแล้วดูจะกลับมามีให้เห็นอีกครั้งหลังการออกสตาร์ตหลังช่วงล็อคดาวน์ที่น่าประทับใจ แต่ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของลีก ด้านเกมรุกที่เน้นใช้งาน 3 ประสานในแดนหน้า ช่วยให้พวกเขายิงประตูมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5

บรูโน่ แฟร์นานเดส ทำไปแล้ว 7 แอสซิสต์ตั้งแต่ย้ายเข้าร่วมทีมในเดือนมกราคม นอกจากนี้สถิติการได้จุดโทษมากที่สุดรวมจากทุกรายการถึง 18 ครั้งก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยพวกเขา; ปีศาจแดงยิงพลาดเป้าไป 4 ลูก และเปลี่ยนเป็นประตูได้ 14 ลูก

หนึ่งสิ่งที่ถูกพูดถึงกันเยอะคือความอันตรายของ เมสัน กรีนวู้ด ตัวรุกที่ถนัดทั้งสองเท้า แต่ ไรอัน เบอร์ทรานด์ อดีตนักเตะเชลซีที่เล่นให้กับเซาท์แธมป์ตันเปิดเผยว่า ดาวรุ่งรายนี้ยังไม่ค่อยสันทัดการเล่นเกมรับในตำแหน่งริมเส้น

แผนการเล่นของเซาท์แธมป์ตันถือเป็นตัวอย่างที่ดี พวกเขาอัดนักเตะทางกราบด้านข้างเพื่อจำกัดการเล่นของยูไนเต็ด และไล่บีบ ปอล ป๊อกบา กับเนมันย่า มาติช ให้เสียบอล

การเปลี่ยนตัว

คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ (IFAB) ได้ยืนยันในสัปดาห์นี้ว่าฝ่ายผู้จัดการแข่งขันทุกรายการ มีสิทธิ์อนุญาตให้คงกฎการเปลี่ยนตัวสำรองไว้ที่ 5 คนได้ในฤดูกาลหน้า สิ่งดังกล่าวอาจสร้างความถูกใจให้กับ โซลชาร์ ซึ่งนักเตะของเขาได้พักน้อยกว่าเชลซี 48 ชั่วโมง

ครั้งแรกที่ แลมพาร์ด ใช้โควต้าเปลี่ยนตัวสำรองครบทุกคนตั้งแต่ฟุตบอลกลับมาแข่งขัน เกิดขึ้นในรอบที่แล้วของเอฟเอ คัพที่พบกับเลสเตอร์ อันที่จริงแล้วจุดเปลี่ยนสำคัญในการคว้าชัย 1-0 เกิดขึ้นในช่วงพักครึ่งเวลา โดยนายใหญ่สิงห์บลูส์ เปลี่ยนนักเตะรวดเดียว 3 ราย หลังผลงาน 45 นาทีแรกที่ต่ำกว่ามาตรฐาน รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัวสำรองที่ได้รับโอกาสลงสนามกลายเป็นซูเปอร์ซับ ยิงประตูที่ 3 ของเขาให้กับ 7 ลูกของสิงห์บลูส์ที่ซัดไว้ในเอฟเอ คัพฤดูกาลนี้

แลมพาร์ด ซึ่งส่งนักเตะเยาวชนลงเล่นในฤดูกาลนี้มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้กล่าวคำปลอบใจต่อบรรดาดาวรุ่งที่ถูกเปลี่ยนตัวออก 'พวกเขาจะกลายเป็นนักเตะชั้นนำให้กับสโมสรแห่งนี้ และจะมีอาชีพการค้าแข้งที่ยอดเยี่ยมในวงการฟุตบอล พวกเขาทุกคนซ้อมได้ดี พวกเขามีวินัยทำงานที่วิเศษ มันเป็นเพียงแค่เหตุการณ์หนึ่งในวันนี้'

บอสยังคงแสดงความเชื่อมั่นในบรรดานักเตะผลผลิตของสโมสรสำหรับการแข่งขัน 8 นัดตั้งแต่ฟุตบอลกลับมาแข่งขัน โดยผู้เล่นอคาเดมี่ มีค่าเฉลี่ยลงสนามเป็นตัวจริง 3 ตำแหน่ง และถูกส่งลงสนามเป็นตัวสำรอง 18 จากทั้งหมด 32 ครั้ง