ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เกิดที่คิงส์ตัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจาไมก้า เขาเติบโตจากในลอนดอนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยพื้นเพอยู่ทางภาคคะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน เขาใช้เวลา 6 ปีในระบบอคาเดมี่ของควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้ลิเวอร์พูลในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ตอนที่เพียงอายุ 15 ปี

ในช่วงเวลา 5 ปีกับลิเวอร์พูล สเตอร์ลิ่ง พัฒนาฝีเท้ากลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่มีพรสวรรค์สดใสที่สุดในประเทศ เขาประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ด้วยการเป็นตัวสำรองในเดือนมีนาคม 2012 ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีอายุครบ 17 ปี จากนั้นเจ้าตัวมีซีซั่นแจ้งเกิดที่ยอดเยี่ยมในถิ่นแอนฟิลด์ โดยลงเล่น 36 นัดให้กับ “หงส์แดง” ภายใต้การคุมทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และยังได้เดบิวต์ให้กับทีมชาติอังกฤษอีกด้วย

เขาเป็นส่วนหนึ่งในเกมรุกสุดโหดของลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2013/14 เคียงข้างกับ หลุยส์ ซัวเรซ และ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ โดยอาชีพค้าแข้งของ สเตอร์ลิ่ง ในพรีเมียร์ ลีก ได้รับการจับตามองจากการทำประตูสำคัญ ๆ ช่วยให้ต้นสังกัดมีลุ้นแชมป์อย่างผิดคาด ซึ่งนอกจากการทำประตูในเกมเยือนที่บุกชนะท็อตแน่ม เขายังยิง 2 ตุงใส่อาร์เซนอล และกดเบิกร่องในชัยชนะสำคัญเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นการทำประตูแตะ 2 หลักใน 1 ซีซั่นเป็นครั้งแรก ฟอร์มอันร้อนแรงนี้ ทำให้ ราฮีม ได้รับรางวัลโกลเด้น บอย ในเดือนธันวาคม 2014

ในตอนนั้น สเตอร์ลิ่ง ลงทำหน้าที่บริเวณกราบข้างเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเขามีส่วนร่วมกับ 20 ประตูในฤดูกาลถัดมา และยิงใส่เชลซีในการแข่งขันลีก คัพ รอบรองชนะเลิศช่วงเดือนมกราคม จากประตูที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยการวิ่งเข้ามาจบสกอร์ แต่สิ่งดังกล่าวไม่เพียงพอทำให้ “หงส์แดง” ผ่านทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ไปได้

เมื่อถึงฤดูร้อน ปี 2015 มีข้อตกลงที่จะพาเขาย้ายจากการค้าแข้งที่เมอร์ซี่ย์ไซด์ ไปยังแมนเชสเตอร์ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นสัญชาติอังกฤษที่แพงที่สุดในตอนนั้น ฤดูกาลแรกของปีกรายนี้ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ถือว่าผ่านไปยังแข็งแกร่ง และทำให้เขาคว้าถ้วยรางวัลใบแรก นั่นคือ ลีก คัพ อย่างไรก็ตาม การมาของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ในบทบาทกุนซือช่วงปีถัดมา ได้ยกระดับการเล่นของ สเตอร์ลิ่ง ไปอีกขั้น

เริ่มแรกในแผน 4-3-3 สเตอร์ลิ่ง พัฒนาความสามารถในการตะลุยขึ้นหน้าด้วยสปีดที่จัดจ้าน และการครอบครองบอลที่ชาญฉลาด แม้การคุมทีมปีแรกของ กวาร์ดิโอล่า ในประเทศอังกฤษจะไม่มีถ้วยแชมป์ แต่สิ่งดังกล่าวถือเป็นการปูรากฐานให้กับความสำเร็จที่กำลังจะตามมา โดย 2 ประตูท้ายเกมในการออกสตาร์ตฤดูกาล 2017/18 ที่พวกเขาคว้าแชมป์ ช่วยให้ “เรือใบสีฟ้า” ได้รับโมเมนตั้มสุดสำคัญ และนอกจากการทำสถิติเก็บคะแนน 100 แต้ม พวกเขายังคว้าแชมป์ลีก คัพ สมัยแรกในความสำเร็จ 4 ปีติดในฤดูกาลดังกล่าว ซึ่ง สเตอร์ลิ่ง ปิดฉากซีซั่นด้วยการยิง 23 ลูก ถือเป็นตัวเลขที่มากที่สุดที่เขาเคยทำได้ในอาชีพค้าแข้งจนถึงตอนนั้น

ตัวเลขดังกล่าวค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเขาพัฒนาทักษะการเติมเกมเข้าเขตโทษแล้วจบสกอร์ในจังหวะการเล่นเกมรุก ประตูที่ 50 ของ ราฮีม ในพรีเมียร์ ลีก เกิดขึ้นในสัปดาห์เปิดสนามของฤดูกาล 2018/19 ซึ่งเป็นซีซั่นที่เขายิง 2 ประตูในเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ และกดจุดโทษในการดวลตัดสินของลีก คัพ รอบชิงชนะเลิศ โดยซิตี้ คว้า 3 ถ้วยรางวัลในประเทศได้สำเร็จ ผลงานส่วนตัวของเขาทำให้ สเตอร์ลิ่ง คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักเตะอาชีพ รวมทั้งคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักข่าวอีกด้วย

เมื่อเกิดการเสริมทัพและซิตี้ของ กวาร์ดิโอล่า มีวิวัฒนาการขึ้น บทบาทของ สเตอร์ลิ่ง ภายในทีมก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยจากปีกความเร็วสูง ไปสู่เพลย์เมคเกอร์ตัวเชื่อมเกมที่เล่นอย่างประณีต และมีบางนัดที่เขาเป็นเบอร์ 9 ตัวหลอกด้วย ในซีซั่น 2019/20 เขาทำประตูได้ 30 ลูกในหนึ่งฤดูกาลได้เป็นครั้งแรก โดยในปีปฏิทิน 2019 เขาทำแฮตทริกได้ถึง 4 ครั้ง และจบในตำแหน่งดาวซัลโวของสโมสรในปีดังกล่าว

2 ฤดูกาลสุดท้ายของเขาในแมนเชสเตอร์ ถือว่ามีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน โดยทีมคว้าแชมป์ลีกได้ 2 สมัยติดต่อกัน ซึ่ง สเตอร์ลิ่ง ทำประตูใส่อาร์เซนอลในซีซั่น 2020/21 ได้ทั้งเกมเหย้าและเยือน เช่นเดียวกับการยิงใส่ลิเวอร์พูล อดีตต้นสังกัดของเขาและวูล์ฟส์ เดือนธันวาคม ปี 2021 เขาทำประตูครบ 100 ลูกในพรีเมียร์ ลีก และยิงหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดในสีเสื้อของ ‘เรือใบสีฟ้า’ จากจังหวะการปั่นบอลระยะไกลใส่สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในอีก 2 เดือนหลังจากนั้น

ความสำเร็จในเวทียุโรป ยังคงเป็นเป้าหมายสำหรับ สเตอร์ลิ่ง เขาซัดไป 24 ลูกในเวทีระดับทวีป โดยการปราชัยรอบชิงชนะเลิศ ปี 2021 ให้กับเชลซี ถือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดในการชูถ้วยแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาอำลาแมนฯ ซิตี้ หลังผ่านการลงสนาม 339 นัด ยิงไปทั้งสิ้น 131 ประตู

สเตอร์ลิ่ง ประเดิมสนามให้ทีมชาติอังกฤษในเดือนพฤศจิกายน 2012 และมีชื่อติดขุมกำลังในทัวร์นาเม้นต์ระดับเมเจอร์ไปแล้ว 4 ครั้งนับตั้งแต่นั้น เขาสวมปลอกแขนกัปตัน “ทรี ไลอ้อนส์” ไป 4 ครั้ง โดยล่าสุดเกิดขึ้นในการแข่งขันเมื่อเดือนที่แล้วที่เสมอกับอิตาลีแบบไร้สกอร์

สเตอร์ลิ่ง ถือเป็นนักรณรงค์ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเขาได้รับบรรดาศักดิ์ชั้น MBE ในปี 2021 จากการเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติในแวดวงกีฬา และการทำงานจากมูลนิธิของเขาในเมืองหลวง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากขึ้นสำหรับคนหนุ่มสาว