ในสัปดาห์ที่ จอห์น โอบิ มิเกล และรามิเรส ได้ประกาศแขวนสตั๊ด เราจะย้อนไปอ่านบทสัมภาษณ์ของอดีตสองดาวเตะเชลซีผู้ยิ่งใหญ่ เกี่ยวกับบทบาทสำคัญที่พวกเขามอบไว้ในเส้นทางการคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2012...

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทั้งรามิเรส และมิเกลในเสื้อสิงห์บลูส์ เกิดขึ้นในเวทียุโรป ดาวเตะชาวบราซิล ซึ่งค้าแข้งให้เชลซีเกิน 5 ปี ทำหนึ่งในประตูที่ได้รับการจดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา จากการแข่งขันรอบรองชนะเลิศที่บ้านของบาร์เซโลน่า และจากนั้น มิเกล โชว์ฟอร์มแมน ออฟ เดอะ แมตช์ที่มิวนิค ช่วยให้พวกเราพิชิตจอกศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ

ในรอบรองฯ นัดนั้น อันเดรส อิเนียสต้า ยิงประตูให้บาร์เซโลน่า หนีห่างเป็น 2-0 ที่คัมป์ นู โดยนอกจากเชลซีจะไม่ได้ตามหลัง 2-1 ในประตูรวม พวกเรายังเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า หลังจากที่จอห์น เทอร์รี่ โดนใบแดงไล่ออกไป แต่จากนั้นกลับเป็นการโผล่เข้าซีนของ รามิเรส

'เราได้ซ้อมในสัปดาห์ก่อนหน้านั้น' รามี่ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์เมื่อปี 2017

'เรากำลังซ้อมการจบสกอร์ และดาวิด [ลุยซ์] ก็มีพูดกับผมว่า 'รามี่ เวลาผู้รักษาประตูปรี่ออกมา นายต้องชิพบอลนะ' ผมก็ตอบไปว่าโอเค แต่ตอนซ้อมผมทำแบบนั้น 1-2 ครั้ง แต่บอลมันไม่เข้าประตู!

'จากนั้นผมก็มีโอกาสในเกม บอลที่แฟรงค์ แลมพาร์ดจ่ายมามันวิเศษมาก คือเป็นจังหวะที่ยิงแบบไม่ต้องแต่งเลย เขาแทงบอลมาให้ผม และพอผมวิ่งไปถึง ผมก็ชิพมันขึ้นไป แต่ผมเห็นบัลเดสออกมา แล้วก็มีดานี่ อัลเวส มาจากทางซ้ายกับกองหลังอีกหนึ่งคนจากด้านหลัง เป็นปิเก้ หรือปูโยลนี่ล่ะ


'ผมเห็นบัลเดสวิ่งออกมา และถ้าผมยิงไปด้านข้าง เขาก็อาจจะเซฟได้ ดังนั้นตอนที่ผมเห็นประตูด้านหลังเขา ผมคิดว่าหนทางเดียวคือการชิพแล้วผมก็ลองทำดู ตอนที่บอลตกลงพื้น ผมมองและวิ่งไป แล้วก็มองอีกครั้งเพื่อดูว่าบอลเข้าประตูหรือเปล่า มันเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์สำหรับผมมาก ๆ เลย'


หลังผ่านบาร์เซโลน่ามาได้ในรังเหย้าของพวกเขา เราเจอกับงานช้างอีกครั้งที่แคว้นบาวาเรีย โดยบาเยิร์น มิวนิค เอาชนะเรอัล มาดริดจากการดวลจุดโทษในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งพวกเขาจะได้เฝ้าบ้านพบกับ เดอะ บลูส์ ของโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ

บทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ของเราในเกมวันนั้น คือ จอห์น มิเกล โอบิ ซึ่งเป็นนักเตะที่ทำผลงานได้โดดเด่นใน 2 นัดที่เจอกับบาร์ซ่า

'ผมรู้สึกซาบซึ้งในตัวร็อบบี้ เพราะไม่เพียงแค่เขาให้โอกาสผม แต่เขายังเชื่อมั่นในตัวผมด้วย ผมยินดีที่จะทุ่มเททุกอย่างที่ผมมี และทำให้แน่ใจว่าทีมของเราเฝ้าคว้าชัยชนะ' แข้งไนจีเรีย กล่าวกับเราก่อนเกม หลังจากเป็นตัวสำรองในยุคของอันเดร วิลลาส-โบอาส ช่วงต้นฤดูกาล 2011/12


'หลัก ๆ แล้วมันไปได้สวยสำหรับทีมของเรา และเราก็ค้นพบแนวทางการเล่นแบบใหม่ ทุกอย่างมันลงตัวและเราหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้นอีกครั้งในเกมกับมิวนิค

'ถือเป็นแมตช์สำคัญ และหวังว่าทุกอย่างจะเข้าทางพวกเรา หากเราสามารถทำประตูในช่วงต้นเกม ก็คงเป็นเรื่องที่วิเศษแน่ แต่เราต้องเมคชัวร์ว่าเราจะไม่เสียประตูตั้งแต่ต้นเกมด้วย มันจะเป็นการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นและยากมาก ๆ สำหรับพวกเรา เพราะเราขาดนักเตะตัวหลักไปหลายคน แต่คนที่ก้าวเท้าเข้ามาแทนก็ต้องการทำให้สโมสรแห่งนี้ภูมิใจ

'หลังจากที่ทีมแพ้ที่มอสโกว์ ผมมองเห็นว่ามันมีความหมายต่อนักเตะมากแค่ไหน แต่ตอนนี้เรามีโอกาสกันอีกครั้ง'

หลังเคยเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม ในประเทศรัสเซียเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านั้น หนนี้ไม่มีข้อสงสัยว่า มิเกล จะได้ออกสตาร์ตที่มิวนิคหรือไม่ โดยเฉพาะกับการที่รามิเรส และราอูล เมเรเลสติดโทษแบน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น คือการทำผลงานระดับมาสเตอร์คลาส โดยมิเกล รังสรรค์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมในเวทีที่ใหญ่ที่สุด และช่วยเชลซี ต้านทานเกมรุกของบาเยิร์นได้หนแล้วหนเล่า

อีกไม่กี่ปีถัดมา ไม่นานหลังจากที่เขาลงสนามครบ 300 นัดให้กับพวกเรา มิเกล ได้สะท้อนถึงไฮไลต์ในอาชีพค้าแข้งของเขา

'บางครั้งเวลาที่คุณลงเล่นเกมใหญ่แบบนั้น คุณจำเป็นต้องให้นักเตะยกระดับขึ้นมา และผมคิดว่าทุกคนในทีมทำแบบนั้นได้ ทุกคนต่างเล่นได้ดีกันหมด มันเป็นผลงานที่วิเศษ เรารู้ว่ามันยากแค่ไหนในการลงเล่นที่สนามของพวกเขา แต่เราป้องกันได้ดี และเวลาที่เราต้องเล่นเราก็สามารถทำแบบนั้นได้เช่นกัน

'มิวนิค คือที่สุดในอาชีพค้าแข้งของผมกับเชลซี เพราะนั่นคือถ้วยรางวัลที่สโมสรถวิลหามาเสมอ การทำสำเร็จถือเป็นเรื่องที่วิเศษมาก มันพิเศษจริง ๆ ครับ'


รามิเรส ยอมรับว่าการนั่งดูจากอัฒจันทร์ ไม่ค่อยอภิรมย์เท่าไรนัก

'มันยากนะ เพราะผมคิดตลอดเวลาว่าผมสามารถลงเล่นในสนามเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทีมของผมได้ ความรู้สึกนั้นมันไม่ดีเลย แต่ฟุตบอลก็แบบนี้ อย่างไรก็ตาม ทีมของเราทำผลงานได้ดีมาก และเราได้แชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก!'

สำหรับ รามิเนส เขาเปิดใจถึงประตูที่ชิพใส่บาร์เซโลน่าเอาไว้ว่า

'ไม่ว่าผมจะไปที่ไหน จะมีแฟนบอลเชลซีอย่างน้อยหนึ่งคนเข้ามาหา และพูดกับผมเสมอว่า 'โห! ประตูของคุณที่ยิงใส่บาร์เซโลน่าเนี่ยสุดมาก!'' เขากล่าว

'ผมคิดว่าเวลาที่แฟนบอลเชลซีนึกถึงเกมใหญ่ พวกเขาจะนึกถึงเกมนั้น'

สิ่งเดียวกันนี้สามารถพูดได้กับฟอร์มของ มิเกล ในมิวนิค และส่วนร่วมของทั้งสองคนจากสองเหตุการณ์นี้ ทำให้ชื่อของพวกเขาถูกจารึกไว้ในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ของเชลซีไปตลอดกาล