ฮาคิม ซิเยค กลายเป็นนักเตะเชลซีคนที่ 14 ที่ได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งเขาทำผลงานโดดเด่นช่วยให้โมร็อคโค เอาชนะเบลเยี่ยม 2-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แม้แข้งวัย 29 ปี จะโดนปฏิเสธประตูจากการจับล้ำหน้าในครึ่งแรก แต่เขาเป็นคนจ่ายบอลให้ซาคาเรีย อาบูคาลัล ซัดประตูตอกย้ำช่วงท้ายเกม และมีบทบาทสำคัญ พาชาติจากแอฟริกาเหนือ ผลิตผลงานเอาชนะทีมอันดับ 2 ของโลกได้อย่างคู่ควร

จากการคว้ารางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ซิเยค กลายเป็นผู้เล่น "สิงห์บลูส์" รายที่ 2 ที่ได้รับรางวัลนี้ในกาตาร์ ต่อจาก คริสเตียน พูลิซิช ที่โชว์ฟอร์มเด่นในเกมที่อเมริกา เสมอกับอังกฤษแบบไร้สกอร์ ดาวเตะทั้ง 2 ราย ตามรอยนักเตะเชลซีในการรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นับตั้งแต่ฟีฟ่า มอบให้กับผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นในแต่ละนัดของทัวร์นาเม้นต์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว


ผู้ชนะจะถูกคัดเลือกโดยกลุ่มเทคนิคของฟีฟ่าหลังจบเกมแต่ละนัด ซึ่งแม้ไม่มีนักเตะเชลซีคนใดได้รับรางวัลนี้ในปี 2002 แต่เรื่องราวแตกต่างออกไปสิ้นเชิงในอีก 4 ปีถัดมา เมื่อมีนักเตะ 6 คนจากขุมกำลังของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้รับแมน ออฟ เดอะ แมตช์

ดาวเด่นของทัวร์นาเม้นต์ ได้แก่ อาร์เยน ร็อบเบน ที่ลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกให้กับเนเธอร์สแลนด์ด้วยวัย 22 ปี และได้รับรางวัลไปสองครั้ง เริ่มจากเกมที่ทำประตูช่วยชาติเฉือนชนะเซอร์เบีย แอนด์ มอนเตเนโกร 1-0 ก่อนที่จะแอสซิสต์ให้รุด ฟาน นิสเตลรอย ยิงประตูสำคัญพา "อัศวินสีส้ม" เอาชนะไอวอรี่ โคสต์ 2-1 แข้งรายนี้ต่อยอดไปรับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ได้อีก 6 ครั้งโดยรวม โดยมีเพียงแค่ลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เพิ่งได้รับรางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ครั้งที่ 7 ของพวกเขาในกาตาร์

รับชมประตูของ ร็อบเบน ที่ยิงใส่เซอร์เบีย แอนด์ มอนเตเนโกร ได้ที่นี่

ถึงแม้ว่าอังกฤษ จะตกรอบก่อนรองชนะเลิศที่เยอรมนี แต่มีสตาร์จากเชลซี 3 คน ที่ได้รับรางวัลส่วนตัวในปี 2006 แฟรงค์ แลมพาร์ด ทำผลงานโดดเด่นในเกมนัดเปิดสนามที่เอาชนะปารากวัย 1-0 ขณะที่จอห์น เทอร์รี่ ช่วยทีมของสเวน-โกรัน อีริคส์สัน เก็บคลีนชีต ผ่านเอกวากอร์ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และเป็นโจ โคล ที่ได้รับรางวัลนี้ด้วย หลังทำประตูสุดสวยจากการยิงไกล ในเกมที่เสมอกับสวีเดน 2-2

ด้านไมเคิ่ล เอสเซียง ได้รับการจดจำหลังช่วยให้กาน่า เอาชนะสาธารณรัฐเช็ก 2-0 ส่วนโคล้ด มาเกเลเล่ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม พาทีมชาติฝรั่งเศสเริ่มต้นเส้นทางการผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ด้วยการเสมอกับสวิตเซอร์แลนด์ 0-0


นอกเหนือจากนักเตะ "เดอะ บลูส์" 6 รายเบื้องต้น มีผู้เล่นที่เชื่อมโยงกับเชลซี ซึ่งทำผลงานโดดเด่นในปี 2006 มิชาเอล บัลลัค ที่กำลังจะย้ายมาเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ แบบฟรีเอเยนต์หลังจบบอลโลก รับรางวัลนี้ 2 ครั้ง หลังช่วยเยอรมนี ปราบเอกวาดอร์ 3-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม และเขี่ยอาร์เจนติน่าตกรอบด้วยการดวลจุดโทษตัดสินในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ขณะที่มานิช ที่ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวให้กับดีนาโม มอสโกว์ ในครึ่งหลังของซีซั่น 2005/06 รับรางวัลนี้ หลังทำประตูช่วยให้โปรตุเกส เฉือนชนะเนเธอร์แลนด์ส 1-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

หลังจากที่คณะกรรมการทางด้านเทคนิคเป็นผู้เลือกแมน ออฟ เดอะ แมตช์ในปี 2002 และ 2006 ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา รางวัลนี้ถูกโหวตผ่านโพลล์ออนไลน์ในเว็บไซต์ของฟีฟ่า

2 นักเตะเชลซี เป็นผู้ชนะในโพลล์มหาชนดังกล่าวในปีนั้น โดยแอชลี่ย์ โคล ได้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เกมที่อังกฤษ เสมอกับอัลจีเรีย 0-0 และดิดิเย่ร์ ดร็อกบา คว้ารางวัลจากการทำแอสซิสต์ พาทีมชาติไอวรี่ โคสต์ ถล่มเกาหลีเหนือไป 3-0

ที่ประเทศบราซิลเมื่อปี 2014 ดาวิด ลุยซ์ ได้รับรางวัลนี้ หลังยิงฟรีคิกสุดสวยช่วยให้เจ้าภาพ เอาชนะโคลอมเบีย 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนจอห์น มิเกล โอบี ทำผลงานโดดเด่น เกมที่ไนจีเรีย เฉือนโบลิเวีย 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์

ชมชัยชนะของบราซิลเหนือโคลอมเบียเมื่อปี 2014 ที่นี่

เอเด็น อาซาร์ คว้ารางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ครั้งแรกในฟุตบอลโลกที่บราซิล หลังเป็นคนแอสซิสต์ในเกมที่เบลเยี่ยม เอาชนะรัสเซีย 1-0 ก่อนจะสวมปลอกแขนกัปตันทีม ทำผลงานโดดเด่นให้กับ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ในปี 2018 เมื่อเขาคว้ารางวัลนี้ไป 3 ครั้ง ในเกมที่เอาชนะตูนิเซีย (รอบแบ่งกลุ่ม), ญี่ปุ่น (รอบ 16 ทีมสุดท้าย) และอังกฤษ (รอบชิงอันดับ 3)

รับชมชัยชนะ 5-2 ของเบลเยี่ยม เหนือตูนิเซียเมื่อปี 2018


แม้ว่าเขาจะได้รับรางวัล Silver Ball (ลูกบอลเงิน) ในฐานะนักเตะที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของทัวร์นาเม้นต์ แต่อาซาร์ อาจจะอิจฉาเพื่อนร่วมทีมเชลซี อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่คว้าแชมป์รายการดังกล่าวกับทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมที่เสมอกับเดนมาร์ก 0-0 ในระหว่างเส้นทางนั้น