เชลซี จับสลากมาเจอกับทีมจากเยอรมนี ในเกมรอบน็อคเอาต์ของศึกชิงแชมป์สโมสรทวีปยุโรป เป็นครั้งที่ 9 หลังรอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จะแข่งขันในช่วงต้นปีหน้า สิงห์บลูส์ประกบคู่ดวลกับโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์

แม้สิงโตน้ำเงินครามจะไม่เคยเจอกับดอร์ตมุนด์ ในเกมทางการมาก่อน ทว่าโดยรวมแล้วพวกเรามักจะทำผลงานได้ดี ยามเจอกับทีมจากบุนเดสลีก้า ในเวทียุโรป โดยชนะได้ถึง 7 เกม ก่อนจะพ่ายต่อบาเยิร์น มิวนิค ในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อสองปีที่แล้ว

ทีเอสวี 1860 มิวนิค - แฟร์ส คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ 1965/66

นี่เป็นเกมทางการครั้งแรกของพวกเรากับทีมจากเมืองเบียร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 56 ปีที่แล้ว เชลซีโคจรมาเจอกับคู่แข่งร่วมเมืองของบาเยิร์น มิวนิค อย่าง 1860 มิวนิค รอบ 8 ทีมสุดท้ายของแฟร์ส คัพ ทัวร์นาเมนต์บุกเบิกของศึกยูฟ่า คัพ/ยูโรป้า ลีก ในปัจจุบัน

สองประตูจากบ็อบบี้ แทมบลิ่ง ส่งให้ทีมของทอมมี่ โดเชอร์ตี้ บุกไปเสมอทีมจากมิวนิค ในการไปเยือนยกแรก ที่ผลการแข่งขันจบลง 2-2 ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บในบาเยิร์น

ส่วนนัดสอง เดอะ บลูส์เปิดสแตมฟอร์ด บริดจ์ เอาชนะแชมป์เยอรมัน 1-0 ประตูชัยจากปีเตอร์ ออสกู๊ด ทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต - คัพ วินเนอร์ส คัพ นัดชิงชนะเลิศ 1997/98

เป็นเวลากว่า 30 ปี ที่เรากลับมาเจอกับทีมจากเยอรมันอีกครั้ง โดยพวกเรามีโปรแกรมเจอกับทีมฉายาม้าขาว ในคัพ วินเนอร์ส คัพ นัดชิงชนะเลิศ

แฟนคลับเดอะ บลูส์ นับพันพร้อมใจกันเดินทางไปเชียร์ที่ราซุนดา สเตเดี้ยม ในสตอกโฮล์ม เพื่อชมเกมนี้ โดยการแข่งขันไร้ซึ่งสกอร์จนกระทั่งนาทีที่ 70 เมื่อจานฟรังโก้ โซล่า มาเป็นคนสร้างอิมแพ็คต์

จากการวิ่งทะลุจ่ายบอลให้โดนเดนนิส ไวส์ พ่อมดอิตาเลี่ยนตัดสินใจฮาล์ฟวอลเล่ย์แถวกรอบเขตโทษ กลายเป็นประตูตัดสินการแข่งขัน 1-0 ของทีม เหนือคู่แข่งจากเยอรมนี พวกเราชูโทรฟี่คัพ วินเนอร์ส คัพ เป็นสมัยที่ 2

เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต - แชมเปี้ยนส์ ลีก 1997/98

6 ปีต่อมา เชลซีโคจรมาเจอกับสตุ๊ตการ์ตอีกครั้ง โดยคราวนี้เกิดขึ้นในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ก่อนปะทะแข้งเดอะ บลูส์ ทัพม้าขาวทำสถิติไม่แพ้เกมเหย้าในเวทียุโรปมา 12 นัดรวด ทว่าเฟร์นานโด เมร่า พยายามจะสกัดบอลจ่ายของเกล็น จอห์นสัน ที่จะผ่านมาให้เอร์นาน เครสโป แต่ไม่เด็ดขาด กลายเป็นเข้าประตูตัวเอง

ขณะที่เกมรับก็เหนียวแน่น คาร์โล คูดิชินี่ โชว์เซฟสวย ๆ ปฏิเสธลูกยิงของซิลวิโอ้ ไมส์เนอร์ และเควิน คูรานยี่ ท้ายสุดพวกเราชนะไป 1-0 ส่วนนัดสองที่เดอะ บริดจ์ จบลง 0-0 เชลซีลิ่วสู่รอบ 8ทีมสุดท้าย

บาเยิร์น มิวนิค - แชมเปี้ยนส์ ลีก 2004/05

ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เชลซีปราบบาร์เซโลน่าไปด้วยสกอร์รวม 5-4 ถือว่าตื่นเต้นสุด ๆ แล้ว ทว่าการได้ลงดวลกับบาเยิร์นเป็นครั้งแรก ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทำให้เกมน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อทั้งสองทีมทำสกอร์รวมกัน 11 ประตู และเป็นเชลซี ที่ชนะด้วยสกอร์รวม 6-5

เสือใต้ กลับมามีความหวังในเกมยกแรกที่เดอะ บริดจ์ หลังบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ทำประตูตีเจ๊าต่อจากประตูขึ้นนำของเกม โดยโจ โคล อย่างไรก็ดี แฟรงค์ แลมพาร์ด โชว์เฉียบทำสองประตูให้เชลซีนำอีกครั้ง โดยหนึ่งในนั้นคือจังหวะหมุนตัวแล้ววอลเล่ย์เน้น ๆ บอลพุ่งผ่านโอลิเวอร์ คาห์น ให้เชลซีชนะในเกมแรก 4-2

ซูเปอร์ แฟรงค์ ทำประตูต่อเนื่องในเกมยกสอง ตามด้วยจังหวะจบของดิดิเยร์ ดร็อกบา โดยการครอสของโจ โคล แม้เราจะบุกไปพ่าย 3-2 แต่สกอร์รวมสองนัดเป็นใจ ทำให้เกมที่โอลิมเปียสตาดิโอน จบลงด้วยการผ่านเข้ารอบของเดอะ บลูส์

บาเยิร์น มิวนิค - แชมเปี้ยนส์ ลีก 2011/12

กับค่ำคืนสุดวิเศษที่อยู่ในความทรงจำของแฟนสิงห์บลูส์หลายคน เมื่อเราคว้าแชมป์สโมสรยุโรปอย่างแชมเปี้ยนส์ ลีก มายังลอนดอนได้เป็นครั้งแรก โดยคู่แข่งคือทีมเสือใต้ ที่ได้เล่นในบ้านตัวเองด้วย

แรงฮึดไม่มีถอยของพวกเรา นำมาซึ่งการทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศ สิงห์บลูส์ตกเป็นรองเสือใต้ในหลาย ๆ ด้าน ทว่าเกมที่อัลลิอันซ์ อารีน่า กลับมาสนุกตรงที่ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา เขกตีเสมอในช่วงทดเวลา จากนั้นเพตเตอร์ เช็ก เซฟลูกโทษของอาร์เยน ร็อบเบน ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และเช็ก ก็ยังมาโชว์เซฟลูกยิงของอิวิก้า โอลิช รวมถึงบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ช่วงยิงลูกนิ่งตัดสิน ก่อนที่คิง ดร็อกบา จะสังหารเป็นคนสุดท้ายให้เชลซีเป็นแชมป์

ไอทรัค แฟรงค์เฟิร์ต - ยูโรป้า ลีก 2018/19

หลังเอาชนะอินเตอร์ มิลาน และเบนฟิก้า ในเกมก่อนหน้าได้ ทีมอินทรีแดงดำต้องมาเจอกับเชลซี ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ หลังเกมทั้งสองเลกจบลงที่ 1-1

เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า คนที่สองของสิงห์บลูส์ ยิงลูกโทษพลาด ดูเหมือนว่าไอทรัคจะได้เปรียบ ทว่าเกปา โชว์เซฟลูกยิงของมาร์ติน ฮินเตอร์เร็กเกอร์ และกอนคาโล ปาเซียนเซีย ก่อนที่เอเด็น อาซาร์ จะเป็นนักเตะเชลซีคนสุดท้ายที่สังหารประตูเข้า พาให้สโมสรผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ