เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ และเมสัน เมาท์ ผ่านการทดสอบความฟิตและได้ลงเป็นตัวจริง

ก็องเต้ลงเล่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกมเหย้าที่เจอเลสเตอร์เมื่อเดือนก่อน เอเมอร์สันลงเล่นเป็นแบ็คซ้ายทนมาร์กอส อลอนโซ่

เมาท์หายจากการบาดเจ็บจากเกมพบบาเลนเซียเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว

คู่เซ็นเตอร์แบ็ควันนี้คือแอนเดรียส คริสเตนเซ่น และฟิกาโย โทโมรี

ลิเวอร์พูลส่งไวจ์นัลดุมลงแทนเจมส์ มิลเนอร์ เป็นการเปลี่ยนตำแหน่งเดียวหลังแพ้นาโปลีเมื่อกลางสัปดาห์

เชลซี : เกปา, อัซปิลิเกวต้า (C), คริสเตนเซ่น, โทโมรี, เอเมอร์สัน, ก็องเต้, จอร์จินโญ่, โควาซิช, วิลเลี่ยน, อับราฮัม, เมาท์สำรอง : กาบาเยโร่, อลอนโซ่, ซูม่า, บาร์คลี่ย์, พูลิซิช, เปโดร, ชิรูด์

ลิเวอร์พูล : อาเดรียน, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, มาติป, ฟาน ไดจ์ค, โรเบิร์ตสัน, เฮ็นเดอร์สัน (C), ฟาบินโญ่, ไวจ์นัลดุม, ซาลาห์, เฟอร์มิโน่, มาเน่สำรอง : เคลเลอร์แฮร์, โกเมซ, มิลเนอร์, อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, บรูว์สเตอร์, ลัลลาน่า, ชากิรี่

กรรมการ : ไมเคิล โอลิเวอร์

สรุปสถิติก่อนเกม

ตั้งแต่ในช่วงต้นยุค 2000s มา เกมวันอาทิตย์นี้จะเป็นการพบกันครั้งที่ 61 ของทั้งสองทีมในทุกรายการ ทำให้เป็นเกมระหว่างทีมจากอังกฤษที่แข่งกันมากที่สุดในทุกรายการของศตวรรษที่ 21

เชลซีคว้าชัยหนึ่งในเก้านัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีกที่พบกับลิเวอร์พูล (เสมอ 5 แพ้ 3) เอาชนะได้ด้วยสกอร์ 1-0 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 จากลูกยิงของโอลิวิเยร์ ชิรูด์

เชลซีแพ้แค่ 1 นัดจาก 24 นัดในเกมเหย้าในลีก (ชนะ 13 เสมอ 10) ซึ่งเป็นเกมที่พบเลสเตอร์เมื่อเดือนธันวาคม 2018

ทีมของแฟรงค์ แลมพาร์ดกำลังไล่ล่าคลีนชีทเป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้ ครั้งล่าสุดที่ทำได้คือเกมพบเลสเตอร์เมื่อเดือนพฤษภาคม

เชลซีเอาชนะทีมจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้ 18 ครั้ง – มากกว่าทีมอื่นๆ 3 ครั้ง

เชลซียิงไป 11 ประตูแล้วในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ มีแค่ลิเวอร์พูล (15) และแมนฯ ซิตี้ (16) ที่ยิงได้มากกว่า