สถิติจากเกมชนะอาร์เซนอลแสดงให้เห็นผลงานของจอร์จินโญ่และทาริค แลมพ์ตีย์ ย้ำความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงแท็คติกเร็วในเกมนี้...

เชลซีมีโอกาสยิง 13 ครั้ง อาร์เซนอล 7 ครั้ง มี 4 ครั้งของเราที่เข้ากรอบและติดบล็อค 3 ครั้ง นอกจากประตูที่ได้แล้ว อาร์เซนอลมีโอกาสยิงครั้งเดียวเท่านั้นที่เข้ากรอบ

แทมมี่ อับราฮัมยิงประตูได้จากการยิงทั้งหมด 5 ครั้ง

แน่นอนว่าการเปลี่ยนเอาจอร์จินโญ่ลงสนามมามีผลอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านั้นอาร์เซนอลครองบอลได้คิดเป็น 57.8% มีโอกาสยิง 4 ครั้ง ขณะที่เชลซีทำได้แค่ 1 ครั้ง และจ่ายบอลสำเร็จมากกว่าเราอยู่ 10% (อาร์เซนอล 90% เชลซี 80%)

หลังจากที่เราเปลี่ยนมาใช้แผงหลัง 4 คน เชลซีก็มีโอกาสยิง 12 ครั้ง อาร์เซนอล 3 ครั้ง ครองบอลได้ 66.4% และจ่ายบอลสำเร็จมากกว่าคู่แข่งเกิน 200 ครั้ง มีอัตราการจ่ายบอลสำเร็จ 85% อาร์เซนอลทำได้ 68%

ในบรรดานักเตะที่ลงเล่นเต็มเกม เคิร์ท ซูม่าและเมสัน เมาท์จ่ายบอลสำเร็จสูงสุด (90%)

ทาริค แลมพ์ตีย์จ่ายบอลไม่พลาดเลยในเกมเดบิวท์นัดนี้

วิลเลี่ยนจ่ายบอลจังหวะสำคัญได้ 7 ครั้ง รวมแอสซิสท์ที่ทำให้อับราฮัมยิงประตูชัยได้ด้วย รองบมาคือเมซุต โอซิลที่ทำได้ 2 ครั้ง

แม้ว่าจะลงสนามเพียงชั่วโมงเดียว จอร์จินโญ่ก็ยังจ่ายบอลสำเร็จ 48 ครั้ง มากเป็นอันดับสาม รองจากเคิร์ท ซูม่า (78) และโทนี่ รูดิเกอร์ (69)

มาเตโอ โควาซิชเลี้ยงทะลวงสำเร็จมากสุดที่ 5 ครั้ง (อัตราสำเร็จ 100%) รองมาคือวิลเลี่ยนที่ทำได้ 3 ครั้ง อเล็กซานเดร ลากาแซตต์และลูคัส ตอร์เรย์ร่าทำได้เท่ากัน

อับราฮัมชนะการดวลกลางอากาศ 6 ครั้ง สูงสุดในเกมนี้

หลังจบเกมเราสกัดบอลสำเร็จ 17 ครั้ง อาร์เซนอลทำได้ 16 ครั้ง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ทำได้มากสุดที่ 7 ครั้ง นักเตะเชลซีคนอื่นที่ทำได้มากกว่าหนึ่งครั้งคือแลมพ์ตีย์ที่ทำได้สองครั้ง

รูดิเกอร์และดาวิด ลุยซ์เคลียร์บอลได้คนละ 5 ครั้ง จอร์จินโญ่ตัดบอลได้ 6 ครั้ง มากกว่านักเตะคนอื่นๆ 2 เท่า

เป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกที่เราเอาชนะอาร์เซนอลได้จากการตามหลังในครึ่งแรก เราแพ้ 12 นัดและเสมอ 3 นัดจาก 15 ครั้งก่อนหน้านี้ และยังเป็นครั้งแรกที่เราไม่แพ้จากการเสียประตูก่อนในเกมลีกฤดูกาลนี้ด้วย

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อาร์เซนอลพ่าย 4 นัดรวดในเกมเหย้าทุกรายการ เป็นครั้งแรกที่แพ้ติดกันแบบนี้นับตั้งแต่ปี 1959