ฮาคิม ซิเยค เข้าร่วมกับกลุ่มนักเตะเชลซี ที่ได้ทำหน้าที่ยิงจุดโทษในการดวลตัดสินของศึกฟุตบอลโลก ซึ่งเขาช่วยให้โมร็อคโค เอาชนะสเปนในสัปดาห์นี้ พร้อมคว้าตั๋วผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ในทัวร์นาเม้นต์ที่จัดขึ้นทุก ๆ 4 ปีเป็นครั้งแรก

ดาวเตะวัย 29 ปี แสดงความนิ่ง ยิงจุดโทษลูกที่ 2 ของทีม ผ่านมืออูไน ซิมอน เข้าไปตุงตาข่าย ซึ่งโมร็อคโค กลายเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาชาติที่ 4 ที่ผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก ต่อจากแคเมอรูน (1990), เซเนกัล (2002) และกาน่า (2010)

การแข่งขันที่เอดูเคชั่น ซิตี้ สเตเดี้ยมเมื่อวันอังคาร ถือเป็นครั้งที่ 32 ในประวัติศาสตร์รายการนี้ที่ต้องมีการดวลจุดโทษตัดสิน เพื่อหาผู้ชนะในรอบน็อคเอาต์ แต่เป็นเพียงแมตช์ที่ 3 ซึ่งมีนักเตะเชลซีเกี่ยวข้องในลิสต์ของเพชฌฆาตที่สังหารลูกนิ่ง


ขณะที่การดวลจุดโทษตัดสิน เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ครั้งแรกระหว่างเยอรมนีตะวันตก และฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศ ปี 1982 แต่ต้องรอจนถึงปี 2006 เมื่อดาวเตะจากเชลซี ได้ยิงจุดโทษในรายการนี้

แม้ว่าจะทำประตูตีเสมอในช่วงต่อเวลาพิเศษ และสังหารจุดโทษเข้าไปในการดวลตัดสินหลังจากนั้น แฟรงค์ แลมพาร์ด ไม่สามารถป้องกันอังกฤษจากการอกหัก เพราะพ่ายให้กับโปรตุเกส เจ้าภาพศึกยูโร 2004 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

2 ปีต่อมา "สิงโตคำราม" มีโอกาสสุดวิเศษที่จะล้างแค้น เมื่อทั้ง 2 ทีมพบกันอีกครั้งในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่เยอรมนี ซึ่งเกมลากยาวไปถึงการดวลจุดโทษอีกครั้ง หลังผ่าน 120 นาทีที่ไม่มีประตู

โชคร้ายสำหรับแลมพาร์ด เขาไม่สามารถส่งบอลผ่านมือของริคาร์โด้ได้ และสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กับเจมี่ คาร์ราเกอร์ ก็พลาดเป้าเช่นกัน ทำให้อังกฤษ ตกรอบอีกครั้ง โดยพ่ายไป 3-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

8 ปีถัดมา มีนักเตะเชลซี 2 คน ที่เจอกับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป เมื่อถูกเรียกไปรับใช้ทีมชาติบราซิล ในการดวลจุดโทษรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับชิลี ที่เบโล ฮอริซอนเต้

หลังเป็นผู้ทำประตูให้กับเซเลเซาในเวลาปกติ ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ดาวิด ลุยซ์ ประเดิมยิงจุดโทษได้อย่างงดงามในระหว่างการดวลลูกโทษตัดสิน เมื่อเขาส่งเคลาดิโอ บราโว่ พุ่งไปผิดทางในการสังหารจังหวะแรก

อย่างไรก็ตาม วิลเลี่ยน ยิงบอลหลุดกรอบ ซึ่งทั้งบราซิลและชิลี พลาดรวมกัน 5 ลูกในการยิง 10 ครั้ง โดย 3 จากในนั้นเป็นฝั่งของชิลี และการยิงชนเสาของกอนซาโล่ ยาร่า กลายเป็นการมอบตั๋วผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปให้กับบราซิลโดยปริยาย

รับชมการแข่งขันระหว่างบราซิล และชิลีเมื่อปี 2014


ในขณะที่แลมพาร์ด, ดาวิด ลุยซ์, วิลเลี่ยน และซิเยค เป็นนักเตะเชลซีไม่กี่คน ที่ได้มีโอกาสยิงจุดโทษตัดสินในการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ยังมีแข้ง "สิงห์บลูส์" รายอื่น ๆ ที่ได้ทำหน้าที่นั้นในทัวร์นาเม้นต์อื่น

นอกเหนือจากแลมพาร์ด จอห์น เทอร์รี่ ยังสังหารจุดโทษให้ทีมชาติอังกฤษ ในเกมที่ปราชัยต่อโปรตุเกสเมื่อปี 2004 แต่แอชลี่ย์ โคล ไม่สามารถทำประตูจากระยะ 12 หลาในเกมพบอิตาลี ศึกยูโร 2012 ซึ่ง "ทรี ไลอ้อนส์" พลาดท่าในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

การแข่งขันยูโรเมื่อปีที่แล้ว จอร์จินโญ่ ได้รับบทบาทดังกล่าว 2 รอบ โดยมิดฟิลด์ของเรา ทำประตูให้กับ "อัซซูรี่" ในเกมรอบรองชนะเลิศที่เอาชนะสเปน แต่เขาสังหารจุดโทษไม่เข้า ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกับอังกฤษ เมื่อโดนจอร์แดน พิคฟอร์ดเซฟเอาไว้ได้ อย่างไรก็ตาม บูกาโย่ ซาก้า ยิงลูกต่อมาไม่เข้า และเป็นการส่งมอบถ้วยแชมป์ให้กับอิตาลีไปในทันที


รายการแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ รอบชิงชนะเลิศ มักจะลากยาวไปถึงการดวลจุดโทษตัดสินอยู่บ่อย ๆ โดยดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ตำนานของเรา พลาดแชมป์ไปทั้ง 2 ครั้ง เมื่อชาติของเขาปราชัยให้กับอียิปต์เมื่อปี 2006 และแซมเบียเมื่อปี 2012

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ เอดูอาร์ เมนดี้ สวมบทฮีโร่ช่วยให้เซเนกัล คว้าแชมป์ระดับทวีปเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยนายด่านเชลซี ปฏิเสธลูกยิงของโมฮาหนัด ลาชีน จากอียิปต์ ทำให้ "สิงโตเตรานก้า" เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ ซึ่งถือเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ เอดู จะได้สัมผัสความสำเร็จอีกครั้งที่อาบูดาบี เมื่อเชลซีเอาชนะพัลไมรัส และคว้าแชมป์สโมสรโลกไปครอง