เซซาร์ อัซปิลิเกวต้า ทำแอสซิสต์ ส่วนไค ฮาแวร์ตซ์ ยิง 2 ประตู โดยสเปนผ่านเข้ารอบ แต่เยอรมนีตกรอบ...

ในช่วงพักครึ่งของเกมเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นนัดตัดสินของกลุ่ม E ในศึกฟุตบอลโลก ทั้ง 2 ชาติถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดี โดยสเปน และเยอรมนี ขึ้นนำคู่แข่ง 1-0 และ ณ เวลานั้น จับจองอันดับ 1 และ 2 ของตาราง อย่างไรก็ตาม เกิดดราม่าตามมาในครึ่งเวลาหลัง

สเปน ปราชัยต่อญี่ปุ่น 2-1 ซึ่งเซซาร์ อัซปิลิเกวต้า โดนเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่งขณะที่ชาติของเขากำลังมีสกอร์นำ และกัปตันของเราได้แอสซิสต์ให้อัลบาโร่ โมราต้า ยิงประตู

อย่างไรก็ตาม พวกเขายังจบอันดับ 2 ของกลุ่ม และผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ไม่เหมือนกับเยอรมนี แม้ว่า "อินทรีเหล็ก" จะเอาชนะคอสตาริก้าไปได้ 4-2

ไค ฮาแวร์ตซ์ ลงเป็นตัวสำรองในครึ่งหลังขณะที่สกอร์เสมอกัน 1-1 และหลังจากที่ชาติของเขาตกเป็นฝ่ายตามหลัง 2-1 "คิงไค" ยิง 2 ประตูแต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง เพราะผลการแข่งขันอีกคู่ไม่เป็นใจ

อัซปิลิเกวต้า ซึ่งเป็นตัวจริงในเกมที่สเปน ไล่ถล่มคอสตาริก้าในนัดเปิดสนาม แต่เป็นตัวสำรองที่ไม่ถูกใช้งานในเกมกับเยอรมนีเมื่อวันอาทิตย์ กลับมาเป็น 11 ตัวจริงของหลุยส์ เอ็นริเก้อีกครั้งในค่ำคืนนี้

ในรายของฮาแวร์ตซ์ หลังได้ออกสตาร์ตเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดแรกให้เยอรมนี แต่เป็นตัวสำรองในเกมกับสเปน มีชื่อบนม้านั่งอีกครั้งในการแข่งขันกับคอสตาริก้า

เยอรมนี ลงแข่งขันนัดนี้ พร้อมความเป็นไปได้ที่จะตกรอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก โดยทีมแชมป์โลก 4 สมัย ทราบดีว่าพวกเขาต้องหลีกเลี่ยงสิ่งดังกล่าวด้วยการคว้าชัยชนะเหนือคอสตาริก้าสถานเดียว พร้อมหวังให้

ด้าน "กระทิงดุ" อยู่ในสถานการณ์ที่ดี หลังเก็บชัย 1 และเสมออีก 1 นำเป็นจ่าฝูงก่อนการคิกออฟ ซึ่งพวกเขากุมชะตาของตัวเองเอาไว้ในมือ


ใช้เวลาไม่นานสำหรับแชมป์โลก ปี 2010 ในการทำให้ตำแหน่งของตัวเองดีขึ้น และเป็นจังหวะการประสานงานที่เราคุ้นตาสมัยที่พวกเขาเล่นด้วยกันที่เชลซี โดยอัซปิลิเกวต้า ครอสบอลจากฝั่งขวาไปให้โมราต้า โขกตุงตาข่ายในกรอบ 6 หลา

โมราต้า ทดสอบผู้รักษาประตูอีกครั้งด้วยลูกยิงในครึ่งแรก โดยเกมนัดนี้สเปนครองบอลได้เหนือกว่า และพยายามมองหาประตูที่ 2



อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องมาเจอกับความช็อกหลังเริ่มต้นครึ่งหลัง โดยเป็นความผิดพลาดในการขึ้นบอลจากแดนหลัง และทางริตซึ โดอัน ทำประตูตีเสมอให้พลพรรค "ซามูไร" ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น ญี่ปุ่นส่งบอลตุงตาข่ายได้อีกครั้ง และแม้จะมีการตรวจสอบ VAR ว่าบอลหลุดเส้นหลังขณะที่ถูกปั้นเกมขึ้นมา แต่เทคโนโลนีดังกล่าวยืนยันให้ประตูกับชาติจากเอเชีย

อัซปิลิเกวต้า มองเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจากที่ไกล ๆ เพราะโดนเปลี่ยนออกและเป็นดานี่ คาร์บาฆาล ที่ลงมาแทนในช่วงพักครึ่ง ซึ่งเมื่อไม่มี "เดฟ" สเปนไม่สามารถพลิกสกอร์กลับมาได้

เช่นเดียวกับสเปน เยอรมนีเริ่มต้นเกมได้ดี โดยจามาล มูเซียล่า ยิงไปติดเซฟ ขณะที่โธมัส มุลเลอร์ โหม่งบอลหลุดกรอบออกไปแบบน่าเสียดาย แต่ทางแซร์จ กนาบรี้ ใช้โอกาสของเขาในจังหวะการโหม่งได้ยอดเยี่ยม ส่งทีมขึ้นนำในช่วงเวลาเดียวกันกับที่สเปนออกนำ 1-0 ในอีกคู่

ถึงแม้จะครองบอลได้มากกว่า แต่มีหนึ่งจังหวะก่อนพักครึ่งที่โทนี่ รูดิเกอร์ สร้างความผิดพลาดที่ดูจะโดนลงโทษ แต่มานูเอล นอยเออร์ ยังช่วยชีวิตเอาไว้ได้ด้วยการเซฟอันยอดเยี่ยม

อย่างไรก็ตามสำหรับเกมครึ่งหลัง เยลต์ซิน เทเจด้า มาทำประตูตีเสมอ 1-1 ให้กับคอสตาริก้า

แล้วสถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปใหญ่ เมื่อ "กล้วยหอม" มาพลิกขึ้นนำจากจังหวะลูกฟรีคิก ซึ่งสุดท้ายเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของนอยเออร์

แต่คอสตาริก้า ขึ้นนำได้ไม่นานโดยฮาแวร์ตซ์ ที่ลงเป็นตัวสำรอง ยิงด้วยเท้าขวาในกรอบเขตโทษ ช่วยให้ "อินทรีเหล็ก" กลับมาตีเสมอเป็น 2-2 ในนาทีที่ 72 ของการแข่งขัน

ขณะที่การแข่งขันเหลืออีก 5 นาที ฮาแวร์ตซ์ มายิงให้เยอรมนีออกนำอีกครั้ง จากการจบสกอร์ที่เสาไกลในจังหวะลูกครอสเรียด โดยนิคลาส ฟูลล์ครุก อีกหนึ่งตัวสำรอง ทำประตูเพิ่มอีกลูกกลายเป็น 4-2 แต่ในตอนนั้น สิ่งที่เยอรมนีต้องการที่สุดคือสเปน ยิงตีเสมอญี่ปุ่น แต่เรื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้น


ในการจบอันดับ 2 ของกลุ่ม E สเปนของอัซปิ จะเผชิญหน้ากับโมร็อคโคของฮาคิม ซิเยค ในวันอังคารหน้า ขณะที่ในวันจันทร์ ญี่ปุ่นต้องทำศึกใหญ่กับโครเอเชีย ที่มีมาเตโอ โควาซิช เพื่อตำแหน่งในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนทางเยอรมนี ต้องกลับบ้านก่อนเพื่อนเพราะจบอันดับต่ำกว่าสเปน ด้วยผลต่างประตูได้เสีย