10

คริสเตียน พูลิซิช

ประวัติ

คริสเตียน พูลิซิช เข้าร่วมเป็นนักเตะเชลซีช่วงต้นฤดูกาล 2019/20 โดยบรรลุข้อตกลงครั้งแรกในเดือนมกราคม 2019 ก่อนจะถูกปล่อยยืมต่อไปเล่นให้ต้นสังกัดเดิมคือโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์จนจบฤดูกาล

พูลิซิชเซ็นสัญญากับเชลซีเป็นระยะเวลา 5 ปีครึ่ง และกลายเป็นนักเตะอเมริกันคนที่สามในประวัติศาสตร์ของเรา ต่อจากแม็ตต์ มิอัซก้า และรอย เวเกิร์ล

เขาเป็นนักเตะที่ลงเล่นตำแหน่งปีกขวาโดยธรรมชาติ มีความรวดเร็ว ว่องไว และใช้เท้าได้ทั้งสองข้าง และยังสามารถเล่นทางด้านซ้ายหรือหลังกองหน้าได้อีกด้วย

2019/20

พูลิซิช ลงประเดิมสนามให้เชลซีโดยเป็นตัวสำรองในเกมที่พ่ายต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากนั้นไม่กี่วันเขาลงเล่นเป็นตัวจริงในการแข่งขันซูเปอร์ คัพ ที่พวกเราแพ้ให้กับลิเวอร์พูลในการดวลจุดโทษ พูลิซิชแอสซิสต์ให้โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ยิงประตูเบิกร่อง ส่วนลูกยิงที่เขาส่งสู่ก้นตาข่ายถูกจับเป็นจังหวะล้ำหน้า

สามเกมหลังจากนั้นดาวเตะชาวอเมริกันได้ลงเล่นเป็นตัวจริงก่อนที่จะถูกดร็อปไปสักพักหนึ่ง หลังโปรแกรมเบรคทีมชาติในเดือนตุลาคม พูลิซิชจ่ายบอลสำคัญช่วยให้ทีมเฉือนชนะนิวคาสเซิ่ลและอาแย็กซ์หลังลงมาเป็นตัวสำรอง เขาได้รับรางวัลจากผลงานที่ดีด้วยการออกสตาร์ตในเกมกับเบิร์นลี่ย์ และเจ้าตัวตอบแทนความเชื่อมั่นของแลมพาร์ดอย่างมีสไตล์ด้วยการทำเพอร์เฟ็คต์แฮตทริค

ดาวเตะรายนี้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความหลักแหลม การแอสซิสต์และยิงประตูของเขาไม่มีทีท่าว่าจะลดลงง่าย ๆ โดยเขาแสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณเพชฌฆาตในเกมที่เราเอาชนะวัตฟอร์ดกับคริสตัล พาเลซ ทักษะการเลี้ยงบอลของเขายังช่วยให้ทีมได้จุดโทษในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่เสมอกับอาแย็กซ์แบบสุดระทึก 4-4 โดยประตูแรกในฟุตบอลยุโรปของเขาช่วยให้สิงห์บลูส์บุกเก็บแต้มสำคัญจากบาเลนเซีย

ช่วงท้ายปี 2019 พูลิซิชได้กลายเป็นขาประจำในตำแหน่งตัวจริง แต่อาการบาดเจ็บรวมกับฤดูกาลที่หยุดชะงักเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 หมายความว่าเขาไม่ได้ลงสนามตั้งแต่วันปีใหม่ จนกระทั่งฟุตบอลกลับมาแข่งขันช่วงกลางเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ฟอร์มของเขาถือว่าคุ้มค่าแก่การรอคอย เจ้าตัวเบิกร่องประตูแรกในการแข่งขันสองนัดหลังฟุตบอลรีสตาร์ต ช่วยให้ทีมเอาชนะแอสตัน วิลล่าและแมนเชสเตอร์ ซิตี้

เขาปิดฉากฤดูกาลแรกที่ประเทศอังกฤษด้วยผลงานร้อนแรงที่สุดในบรรดานักเตะเชลซีรวมทั้งพรีเมียร์ ลีก สิ่งดังกล่าวถูกเน้นให้เห็นอีกครั้งหลังจากที่เขาเป็นแข้งอเมริกันคนแรกที่ทำประตูในการแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ โดยยิงให้พวกเราขึ้นนำอาร์เซนอลที่เวมบลีย์ อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บทำให้เขาต้องถูกเปลี่ยนตัวออกมา และทีมไม่สามารถรักษาสกอร์นำได้จนพลาดคว้าถ้วยรางวัลส่งท้ายฤดูกาล

2020/21

อาการบาดเจ็บแฮมสตริงที่ พูลิซิช ได้รับจากเกมเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศในฤดูกาล 2019/20 ทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงเล่น 6 นัดแรกของฤดูกาลใหม่ ซึ่งเจ้าตัวลุกจากม้านั่งมาลงสนามช่วงท้ายเกม ในแมตช์ที่พวกเราเปิดบ้านถล่มคริสตัล พาเลซ

จากนั้นเขาได้ลงสนามมาเรื่อย ๆ และยิงประตูแรกในฤดูกาลจากแมตช์บุกเยือนคราสโนดาร์ แต่จากนั้นหลังรู้สึกแปลก ๆ บริเวณแฮมสติรงระหว่างการอบอุ่นร่างกายในเกมเยือนเบิร์นลี่ย์ เขาถูกถอดชื่อจากตัวจริง และต้องพักไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม

ในนัดที่ 2 ที่กลับมาลงสนามซึ่งพบกับลีดส์ เขาทำประตูตัดสินชัยช่วงท้ายเกมต่อหน้าแฟนบอลกลุ่มเล็กภายในสแตมฟอร์ด บริดจ์ และสภาพความฟิตของเขาถือว่าดูดีไปจนจบฤดูกาล

แลมพาร์ด ใช้งานเขาทั้งทางฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของ 3 ประสานในแดนหน้า แต่เมื่อ โธมัส ทูเคิ่ล อดีตบอสของ พูลิซิช ที่โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ เข้ามารับงานในเดือนมกราคม มีการปรับไปใช้แผน 3-4-2-1 ซึ่งช่วงแรกดาวเตะอเมริกันได้ลงสนามด้วยบทบาทตัวสำรองเป็นส่วนใหญ่

ด้วยบทบาทตัวสำรอง เขาแอสซิสต์ประตูที่ 2 ในยุคของ ทูเคิ่ล ซึ่งเป็นจังหวะที่ มาร์กอส อลอนโซ่ โชว์ทักษะการแต่งบอลก่อนยิงใส่ เบิร์นลี่ย์ จากนั้นจ่ายให้ เอแมร์ซอน ยิงใส่แอตเลติโก้ มาดริดในเดือนมีนาคม

เดือนเมษายน เขายิงในลีกได้ 3 ลูกจาก 2 นัด ซึ่งเหยื่อคือเวสต์ บรอม และคริสตัล พาเลซ โดยในหนึ่งจังหวะที่ซัดในสนามเซลเฮิร์สต์ พาร์ค ถือเป็นประตูที่มีความคล้ายคลึงกับช่วงล็อคดาวน์ตอนที่เขายิงได้ในลอนดอนใต้

พอมาถึงจุดนี้ของซีซั่น เขาทำผลงานได้ในระดับเดียวกับจุดจบที่ทำไว้เมื่อซีซั่นที่แล้ว โดยได้ลงเป็นตัวจริงมากขึ้น และแสดงความสามารถให้เห็นในรายการแชมเปี้ยนส์ ลีกด้วยเช่นกัน ในเกมเหย้าที่พบกับปอร์โต้ เขาคว้ารางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ โดยเป็นตัวหลักในเกมรุก และเรียกฟาวล์จากคู่แข่งแดนฝอยทองได้ถึง 11 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากที่สุดในหนึ่งนัดของรายการนี้ในรอบ 5 ปีหลังสุด

จากนั้นเขาทำประตูใส่เรอัล มาดริดในเกมเยือน โดยหลอก ธิโบต์ คูร์กตัวส์ หัวหมุน ส่วนเกมนัดที่สอง เขาเป็นคนจ่ายบอลให้ เมสัน เมาท์ ยิงประตูการันตีการเข้าชิงชนะเลิศในเมืองปอร์โต้อีกด้วย

พูลิซิช โชว์ฟอร์มหวือหวาหลังลงเล่นเป็นตัวสำรองในเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ แต่ช่วยพวกเราจากความพ่ายแพ้ไม่ได้ เขาทำผลงานดังกล่าวอีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรป แต่หนนี้ผลลัพธ์แตกต่างออกไป โดย คริสเตียน เกือบบวกประตูที่สองในจังหวะที่ยิงหลุดกรอบ สุดท้าย "สิงห์บลูส์" เฉือนชนะ "เรือใบสีฟ้า" 1-0 คว้าแชมป์ยุโรป และนั่นทำให้ปีกชาวอเมริกันรายนี้ สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นคนแรกจากชาติของเขา ที่ได้ลงเล่นและคว้าชัยชนะในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ

ก่อนย้ายมาอยู่กับเชลซี

เกิดที่เมืองเฮอร์ชี่ย์ ในรัฐเพนซิลวาเนีย เขาเป็นลูกชายของสองอดีตนักฟุตบอล โดยใช้เวลาในช่วงที่เป็นเด็กอยู่ที่อังกฤษ และเคยเล่นอยู่กับทีมแบร็คลีย์ ทาวน์ ในนอร์ทแธมป์ตันเชียร์ ก่อนจะกลับไปสหรัฐฯ

จากการที่มีหลายทีมในยุโรปติดตามพัฒนาการของเขา พูลิซิชได้เซ็นสัญญากับดอร์ทมุนด์ตอนที่อายุ 16 ปี ในช่วงต้นปี 2015 และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านอคาเดมี่ของทีม และได้เดบิวต์กับทีมชุดใหญ่ในปีต่อมา

ครึ่งฤดูกาลแรกของเขาในบุนเดสลีก้า พูลิซิชลงเล่นไป 9 นัด ยิง 2 ประตู และเขากลายเป็นนักเตะตัวจริงภายใต้การคุมทีมของโธมัส ทูเคิ่ลระหว่างฤดูกาล 2016/17 โดย 2 ปีหลังจากนั้น ได้ลงสนามเพิ่มมากกว่า 60 นัด

อาการบาดเจ็บเล็กน้อยหลายครั้งจำกัดเวลาการลงสนามในฤดูกาล 2018/19 ของพูลิซิช แต่เขายิงประตูชัยในเกมกับคลับ บรูจ รายการแชมเปี้ยนส์ ลีก รวมทั้งทำได้อีกหนึ่งประตูในการลงเล่นเกมเหย้านัดสุดท้ายให้กับดอร์ทมุนด์

ผลงานกับทีมชาติ

ดาวเตะทีมชาติสหรัฐอเมริกา ผู้ถือพาสปอร์ตของประเทศโครเอเชีย เขาได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 ของ 'แดนลุงแซม' และเป็นดาวเด่นในการแข่งขัน CONCACAF โกลด์ คัพ ช่วงซัมเมอร์ ปี 2019 โดยพาสหรัฐอเมริกาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนปราชัยให้กับเม็กซิโก ซึ่ง พูลิซิช คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ ก่อนจะมาสมทบกับขุมกำลังเชลซี