18

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

ประวัติ

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ย้ายจากอาร์เซนอลมาเชลซีในเดือนมกราคม 2018 และเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 18 เดือนกับเชลซี สไตรค์เกอร์รายนี้ย้ายมาพร้อมกับประสบการณ์ในลีกระดับสูงสุดมากมาย ทำประตูได้ทั้งในพรีเมียร์ลีก, ยุโรป และทีมชาติฝรั่งเศสด้วย

ศูนย์หน้าผู้แข็งแกร่งรายนี้มีความเฉียบขาดเมื่อต้องเล่นกลางอากาศและยิงประตูด้วยเท้าได้อย่างไร้ความปราณีเมื่ออยู่ในกรอบเขตโทษ เขามีบทบาทสำคัญช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ (2018) และยูโรป้า ลีก (2019) โดยยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศของรายการหลังใส่อดีตต้นสังกัดที่เมืองบากู

2017/18

หลังจากที่ลงเดบิวต์ให้เชลซีในเกมเยือนวัตฟอร์ด ชิรูด์ก็สร้างความประทับใจได้อีกครั้งในเกมแรกที่ลงเป็นตัวจริงนัดเปิดบ้านเจอกับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน ทำประตูแรกให้สโมสรได้ในเกมต่อมาที่ชนะฮัลล์ 4-0 ในเอฟเอ คัพ

ชิรูด์ ต้องรอนานอยู่พักหนึ่งกว่าจะได้ยิงประตูแรกในลีกให้เชลซี แต่ก็มาทำได้ในเกมเยือนเซาท์แธมป์ตัน ช่วยให้เราพลิกจากที่ตามหลัง 2-0 เขายิงอีกประตูได้ในเกมที่เวมบลีย์สัปดาห์ต่อมา ช่วยให้ทีมผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพได้สำเร็จ

เขามาโหม่งทำประตูชัยในเกมเจอลิเวอร์พูลได้ในเดือนพฤษภาคม และจบฤดูกาลด้วยการเป็นหัวหอกอันดับหนึ่ง ทำหน้าที่ได้ดีในเกมชนะแมนฯ ยูไนเต็ดในเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์ได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 4 ของเจ้าตัว

2018/19

จากการมีส่วนร่วมช่วงท้ายรายการของฟุตบอลโลก 2018 ทำให้ ชิรูด์ กลับมาพรีซีซั่นช้ากว่าคนอื่น ๆ ทำให้เขาเริ่มต้นฤดูกาลกับทีมแบบที่ช้ากว่าปกติไปด้วย

ประตูแรกของฤดูกาลมาจากลูกโหม่งในเกมพบบาเต้ โบริซอฟในยูโรป้า ลีก ต่อด้วยการทำสองประตูในเกมชนะพีเอโอเค 4-0 ที่เดอะบริดจ์ในเดือนธันวาคม ชิรูด์มายิงฟรีคิกให้ทีมได้ในนัดเสมอเอ็มโอแอล วิดี 2-2 อีกด้วย

เขาทำผลงานได้ดีในยูโรป้า ลีก จบฤดูกาลด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุด ยิงไปรวม 11 ประตู  ซึ่งประตูสุดท้ายเป็นประตูในเกมรอบชิงชนะเลิศที่เจออาร์เซนอล (ภาพด้านล่าง)

ก่อนหน้านั้นเขาทำประตูในเกมเหย้าและเยือนที่เจอกับมัลโม่ และต่อด้วยการทำแฮตทริกสมบูรณ์แบบในเกมพบดินาโม เคียฟ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทั้งยังทำประตูในเกมเจอสลาเวีย ปราก ในรอบก่อนรองชนะเลิศด้วย ไม่มีใครที่จะสมควรได้เหรียญนี้มากไปกว่าเขาอีกแล้ว

2019/20

ช่วงเริ่มต้นฤดูกาลที่สองแบบเต็ม ๆ กับเชลซี ชิรูด์มีส่วนกับทีมอย่างมาก โดยลงตัวจริงและทำประตูในรายการซูเปอร์ คัพที่เมืองอิสตันบูล ขณะที่รักษาตำแหน่งในเกมเปิดบ้านรับมือเลสเตอร์ไม่กี่วันหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม กับการที่ แทมมี่ อับราฮัม โชว์ผลงานโดดเด่นและเป็น มิชี่ บัตซูอายี่ ที่มักถูกส่งเป็นตัวสำรอง นั่นทำให้ ชิรูด์ ได้ลงเล่นพรีเมียร์ ลีกเพียง 90 นาทีตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อเขากลับมาลงสนาม เจ้าตัวได้งัดฟอร์มเก่งออกมาอีกครั้ง

หลังโชว์ฟอร์มน่าประทับใจหลังลุกจากม้านั่งในการแข่งขันกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาได้ลงตัวจริง 5 นัดถัดมารวมทุกรายการ ก่อนที่สิ่งดังกล่าวจะถูกรบกวนด้วยการล็อคดาวน์หนีโควิด ชิรูด์ ตอกย้ำความสำคัญกับขุมกำลังอีกครั้งด้วยการรับผิดชอบเป็นกองหน้าตัวเป้าแทนที่ แทมมี่ อับราฮัม ที่มีอาการบาดเจ็บ

เขามีส่วนร่วมสำคัญด้วยเช่นกัน เริ่มจากการยิงประตูเบิกร่องใส่ท็อตแน่มในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ยังช่วยเขี่ยลิเวอร์พูลตกรอบเอฟเอ คัพ และยิงประตูในเกมลีกนัดสุดท้ายที่พบกับเอฟเวอร์ตันก่อนฟุตบอลหยุดแข่งขัน

เขายังคงรักษาผลงานเอาไว้ได้เมื่อพรีเมียร์ ลีกกลับมาเตะ พร้อมทั้งต่อสัญญากับเชลซีออกไปจนถึงสิ้นสุดซีซั่น 2020/21 ระหว่างช่วงเบรค และฉลองสิ่งดังกล่าวด้วยการทำประตูชัยใส่แอสตัน วิลล่า ในแมตช์แรกหลังรีสตาร์ต

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของฟอร์มที่เขายิงไป 8 ประตูจากการลงตัวจริงให้เชลซี 9 นัด รวมถึง 4 เกมติดในช่วงที่เราแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศซึ่งเอาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด โดย ชิรูด์ ส่งท้ายฤดูกาลด้วยการเป็นตัวเลือกเบอร์หนึ่งในตำแหน่งกองหน้าของ แฟรงค์ แลมพาร์ด

ก่อนย้ายมาเล่นให้เชลซี

ชิรูด์ เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับเกรโนเบิ้ล และหลังจากไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ สุดท้ายเขาได้ลงประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ในปี 2006

เขาย้ายไปหาประสบการณ์ด้วยสัญญายืมตัวกับ อิสเตรส์ ก่อนที่จะโยกไปเล่นให้ ตูร์ส สโมสรในลีก เดอซ์ ด้วยสัญญาถาวร ชิรูด์ ทำผลงานกับตูร์สได้อย่างโดดเด่นจนได้ย้ายไปอยู่กับมงต์เปลลิเยร์ สโมสรในลีกสูงสุดของประเทศฝรั่งเศสในเดือนกรกฎาคม 2010

สไตรค์เกอร์รายนี้ ยิงประตูในนัดประเดิมสนามให้กับมงต์เปลลิเยร์ และมีผลงานในซีซั่นแรกที่ยอดเยี่ยมกับทีม โดยยิงเบิ้ลในนัดที่เสมอกับเปแอสเช 2-2 เช่นเดียวกับการซัดประตูชัยใส่คู่แข่งทีมเดิมในศึกลีก คัพ รอบรองชนะเลิศ

ฤดูกาลที่ 2 ของเขากับสโมสรคงไม่สามารถดีไปกว่าที่เกิดขึ้นได้อีก โดยกองหน้าร่างใหญ่ทำแฮตทริคในการแข่งขันกับ ดิฌง และ โซโชซ์ เช่นเดียวกับยิงประตูชัยใส่ลียง, นีซ และแซงต์ เอเตียน ช่วยให้มงต์เปลลิเยร์คว้าแชมป์ลีกประเทศฝรั่งเศสได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร เขาจบซีซั่นดังกล่าวด้วยการกดไป 21 ประตู

หลังจากย้ายไปอยู่กับอาร์เซนอลในซัมเมอร์ 2012 ชิรูด์ ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว เขาปิดฉากฤดูกาล 2013/14 และ 2014/15 โดยลงเล่นในศึกเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศที่ต้นสังกัดคว้าแชมป์ โดยในนัดที่สองที่ ปืนใหญ่ ถล่มแอสตัน วิลล่า 4-0 ชิรูด์เป็นคนยิงปิดกล่องด้วย

เขาทำประตูได้มากที่สุดในฤดูกาล 2015/16 ยิงให้อาร์เซนอลได้ 24 ประตูและทำสถิติยิงครบ 100 ประตูให้อาร์เซนอลในเดือนกันยายน 2017

photo of สถิติน่าสนใจ สถิติน่าสนใจ

ผลงานกับทีมชาติ

ชิรูด์ มีส่วนร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศสมาอย่างสม่ำเสมอ นับตั้งแต่เดบิวต์ครั้งแรกเมื่อปี 2011 โดยเป็นตัวสำรองในการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา เขายิงประตูแรกหนึ่งปีหลังจากนั้นในแมตช์กระชับมิตรที่เอาชนะเยอรมนี

การลงเล่นครั้งแรกของเขาในรายการใหญ่เกิดขึ้นในศึกยูโร 2012 ที่พบกับยูเครน

สองปีถัดมา ในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิล ชิรูด์ เป็นคนยิงประตูแรกช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์ 5-2

จากนั้น ชิรูด์ เป็นส่วนหนึ่งในขุมกำลังทัพตราไก่ที่ผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2016 ซึ่งแข่งขันกันที่ประเทศฝรั่งเศส

กองหน้ารายนี้เบิกร่องลูกแรกในเกมนัดแรกที่ฝรั่งเศาเอาชนะโรมาเนีย 2-1 จากนั้นยิงสองตุงช่วยชาติถล่มไอซ์แลนด์ 5-2 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

ในปี 2018 ฝรั่งเศสลืมความผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรด้วยการคว้าแชมป์โลก เอาชนะทีมชาติโครเอเชีย 4-2 ในรอบชิงฯ สุดดราม่า

ชิรูด์ มีส่วนร่วมตลอดการแข่งขัน โดยเป็นกองหน้าตัวเป้า คอยซัพพอร์ตช่วยให้นักเตะที่อยู่ด้านหลังอย่าง อ็องตวน กรีซมันน์ และคีเลียน เอ็มบ๊าปเป้ ได้รับประโยชน์ ซึ่งเขาได้ลงตัวจริงในการแข่งขันกับโครเอเชีย

ไม่นานก่อนทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ชิรูด์ ยิงประตูลูกที่ 31 ให้กับทีมชาติฝรั่งเศส ทำให้เขาก้าวไปติดอันดับ 4 ของดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล

สไตรค์เกอร์รายนี้มีชื่อติดขุมกำลังสู้ศึกยูโร 2016 ซึ่งแข่งขันกันในเมืองน้ำหอม และเป็น ชิรูด์ ที่ยิงประตูแรกของทัวร์นาเม้นต์ โดยเป็นการโขกให้เจ้าบ้านขึ้นนำโรมาเนีย

เขาผลิตผลงานดีต่อเนื่องโดยยิง 2 ประตูในรอบก่อนรองชนะเลิศช่วยให้ฝรั่งเศสเอาชนะไอซ์แลนด์ และส่งท้ายรายการด้วยการเป็นรองดาวซัลโวร่วม

หลังจากมีชื่อติดทีมชาติฝรั่งเศสชุดสู้ศึกฟุตบอลโลก 2018 ชิรูด์ ลงเล่นเกมแรกจากม้านั่งสำรอง ก่อนได้กลายเป็นกองหน้าตัวเป้าตลอดทั้งทัวร์นาเม้นต์ ซึ่งจบลงด้วยการคว้าแชมป์โลก

ดิดิเย่ร์ เดช็องป์ส กุนซือของตราไก่ ให้ ชิรูด์ ยืนตัวจริงในนัดที่สอง โดยเขาสามารถประสานงานกับ อ็องตวน กรีซมันน์ และ คีเลียน เอ็มบ๊าปเป้ ได้อย่างน่าประทับใจ

ชิรูด์ แอสซิสต์สุดสวยให้กับ เอ็มบ๊าปเป้ ยิงประตูในเกมที่เอาชนะอาร์เจนติน่า 4-3 และโชว์ฟอร์มสุดแข็งแกร่งในรอบชิงชนะเลิศที่พลพรรคเล เบลอส์ เอาชนะโครเอเชีย 4-2 จนคว้าแชมป์ไปครอง

ในเดือนตุลาคม 2020 เขายืนยันสถานะการเป็นนักเตะคนสำคัญให้กับทีมชาติ โดยลงเล่นครบ 100 นัด และยิงประตูลูกที่ 41 กับ 42 แซงหน้า มิเชล พลาตินี่ ก้าวขึ้นไปเป็นรองดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล